1/19/2009

หน้าเหมือนแล้วดัง


sssssssssssssssssssssssssssssssssssssssssssssssss
Ilham Anas Jakarta, Indonesia
...
สำนักข่าวต่างประเทศ
รายงานเมื่อวานนี้ (18 ม.ค.) ว่า
นายอิลฮัม อะนาส (Ilham Anas)
ช่างภาพชาวอินโดนีเซีย
ซึ่งมีใบหน้าคล้ายกับนายบารัก โอบามา
ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐอเมริกา
ได้กลายเป็นคนดังในพริบตา
หลังภาพของเขาถูกเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ต

ทั้งนี้ นายอะนาส วัย 34 ปี
เป็นชาวเมืองบันดุง จังหวัดชวาตะวันตกถูกเพื่อนจับใส่สูทผูกไท
ในลักษณะเหมือนนายโอบามาตัวจริงระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง และถ่ายภาพของเขานำ
อะนาสถูกเพื่อนจับใส่สูทผูกไท
ถ่ายภาพกับเพื่อนๆในที่ทำงาน

หลังจากนั้นบริษัทโฆษณาแห่งหนึ่ง
นำเขาไปถ่ายแบบโฆษณายา
ออกอากาศในฟิลิปปินส์
โดยให้เขาแสดงเป็นว่าที่ผู้นำสหรัฐฯ
ทำให้เขากลายเป็นที่สนใจ
ต่อประชาชนในอินโดนีเซีย
และอีกหลายประเทศ







ล่าสุดนี้อะนาสดังไปทั่วโลกแล้ว เมื่อ ยะฮูนิวส์
ตีพิมพ์ภาพของเขาในเว็บไซท์

ข่าวจากไทยรัฐ, yahoo news
ประวัตินาย
Ilham Anas http://ilhamanas.smugmug.com/


ขอแถม Video McCain-Obama Dance มาให้ดูกันอีกรอบ

ลาวเทิง ตอนที่ 8

มาถึงตอนสุดท้าย ของทริปตะลุยลาวเทิงแล้วครับ

หลังจากตะลุยขึ้นเหนือ ต่อไปเวียดนาม ไม่ได้
ผมก็ต้องย้อนกลับมาทางเก่า ออกไปทางหลวงพระบาง
เพื่อขึ้นเครื่องบินกลับเมืองไทย (แบกเป้สมบุกสมบันไม่ไหวแล้ว ขอทุ่นแรง ชั่วโมงนึงถึงบ้านดีกว่า)


(ดูแผนที่ประกอบ)


ค่ารถโดยสารจากโพนสะหวัน ไป หลวงพระบาง (รถบัสอีแก่แบบเดียวกับตอนไปนะแหละ)
85,000 กีบ หรือ 340 บาทไทย ใช้เวลาเดินทาง ราว ๆ 8 ชม.



ท่ารถโพนสะหวัน ออกมาตั้งนอกเมืองซะไกล ทำให้ต้องเสียค่าสามล้อเครื่องออกมาอีก 10,000 กีบ


เตรียมตัวขึ้นรถ ให้สังเกต ฝรั่ง 3 คน ด้านขวา มันมาทริปเดียวกับผมตั้งแต่วังเวียง
พักด้วยกัน ไปเที่ยวด้วยกันตลอด ตามติดราวกับผมเป็นพี่เลี้ยง เพราะได้ผมช่วยคุยสือสารต่อรองราคากับอ้ายลาว
พอไปถึงหลวงพระบาง เมืองฝรั่งเยอะ มันหายหัวจ้อย เข้ากลุ่มฝรั่ง ไม่สนใจผมไปเลย ไอ้พวกเวลลลลล

เส้นทางจาก โพนสะหวัน ไป หลวงพระบาง
ก็ขึ้นเขาวนไปวนมา คล้าย ๆ เส้นทางเดิม
แต่วิวทิวทัศน์ ทางไปโพนสะหวัน ดูจะสวยกว่า เขียวชะอุ่มกว่า
ทางจากแยกพูคูน ไปหลวงพระบาง ภูเขา ดูแล้ง ๆ แห้ง ๆ ยังไงไม่รู้
และที่สำคัญ อากาศ ร้อนอบอ้าว ไม่เหมือน โพนสะหวัน สวิตเซอร์แลนด์ลาว

ที่พักผมที่ หลวงพระบาง ชื่อ "เรือนพักจันสว่าง"
อยู่ด้านหลัง พระธาตุพูสี
บอกราคาแล้ว หลายคน "ช็อค"
ช็อค-ว่าทำไมหาที่พักที่ "ดี" และ "ราคาถูก" ได้ขนาดนี้
คืนละ 40,000 กีบ (160 บาท) เท่านั้นเองครับ
คือ มีพวกไกด์แนะนำโรงแรม มาพรีเซนต์ตั้งแต่ท่ารถแล้ว
ว่าที่นี่ดี เปิดใหม่ ราคาเพียง 80,000 กีบ เท่านั้น
ผมดูภาพพรีเซ้นต์แล้วก็ว่าดี โอเค แต่พูดทีเล่นทีจริงไปว่า
อยากพักเหมือนกัน แต่ถ้าไม่ได้ราคา 40,000 กีบ ไม่เอาหรอก
ปรากฏว่า หมอนั่น โอเคเฉย





ถ่ายจากระเบียงที่พัก เห็นยอดพระธาตุพูสีอยู่ตรงหน้า
แต่ทางด้านนี้ เป็นด้านหลังวัด เข้าไม่ได้ ต้องเดินอ้อม ไปเข้าด้านหน้า อีกบล็อกถนนหนึ่ง

ผมมาหลวงพระบาง ไม่ได้กะมาเที่ยวจริงจังนัก
ทั้งที่หลายคน บอกว่า "ชอบ" เมืองมรดกโลกของลาวแห่งนี้
แต่ผมกลับเฉย ๆ กระเดียดไปทาง "ไม่ชอบ" ซะมากกว่า
เพราะดูจะกลายเป็นเมืองท่องเที่ยว ฝรั่งชุม แบบ ปาย หรือแหล่งท่องเที่ยวในภาคใต้ของเราไปซะแล้ว
บริเวณดาวน์ทาวน์ของหลวงพระบาง ซึ่งเป็นที่ตั้งของ พิพิธภัณฑ์ (วังเก่าเจ้ามหาชีวิต) ตลาดมืด วัดพระธาตุพูสี
เต็มไปด้วย ร้านอาหาร "ขายฝรั่ง" ที่ฝรั่งมานั่งแช่กินเบียร์ เรียงราย ดูไม่ต่างกับถนนข้าวสารของเราสักเท่าไหร่

และที่สำคัญ บางอย่างของหลวงพระบาง ก็เหมือนอยาก "ได้เงิน" เสียจนน่าเกลียด
เป็นต้นว่า วัดที่อยู่ติดกับพิพิธภัณฑ์ เก็บเงินค่าเข้าไปในโบสถ์ 20,000 กีบ
ผมรู้สึกแหม่ง ๆ กับการ เก็บค่าผ่านประตูเข้าไปไหว้พระ เพียงเพราะว่า
วัดแห่งนี้ ตั้งอยู่ในย่านดาวน์ทาวน์ นักท่องเที่ยวเยอะ ก็เลย "สบช่อง-สบโอกาส" เก็บเงินซะเลย อย่างนั้นหรือ
เก็บค่าเข้าชม หากสถานที่นั้น มีสิ่งให้ควรเข้าชม ก็ไม่ว่าหรอก
แต่เก็บเงินหน้าโบสถ์ จะเข้าไปไหว้พระต้องเสียเงินนี่ มันเกินปายยยยย

วัดพระธาตุพูสี ที่ฝั่งตรงข้าม ก็เก็บค่าเข้าเหมือนกัน
โดยเก็บคนลาว 5,000 กีบ คนต่างชาติ 20,000 กีบ
แต่อันนี้ ผมอยาก(ปีน)ขึ้นไปไหว้พระธาตุ ที่ถือว่าเป็นพระธาตุคู่บ้านคู่เมืองลาว
ก็เลยยอมจ่าย......แต่ไม่วายเจ้าเล่ห์
เมื่อคนเฝ้าถามผมว่า เป็นคนลาว หรือ คนไทย
ผมรีบบอก คนลาว แล้วจ่ายห้าพัน เดินหนีไปทันที
ก่อนที่เขาจะสงสัย ให้ผมร้องเพลงชาติลาวให้ฟัง 555



ย่านดาวน์ทาวน์หลวงพระบาง ผมเลือกถ่ายร้านที่มันออกเก่า ๆ หน่อย
ถัดออกไป เป็นพระธาตุพูสี อีกด้านเป็นตลาดมืด (ตลาดขายสินค้าที่ระลึก)
ส่วนฝั่งตรงข้าม เป็นพิพิธภัณฑ์ ที่ประดิษฐานพระบาง และวัดที่เก็บค่าเข้าโบสถ์ (จำชื่อวัดไม่ได้)
ย่านนี้ คนหลวงพระบางจะเรียกว่า "บ้านเจ๊ก" เนื่องจากเมื่อก่อน เป็นชุมชนคนจีน
เป็นย่านเศรษฐกิจใจกลางเมือง แต่ตอนนี้ เมื่อเศรษฐกิจท่องเที่ยวบูม
ร้านรวงคนจีน ก็กลายเป็นร้านบาร์เบียร์ ร้านอาหารฝรั่ง ไปเกือบหมด


เมื่อขึ้นมาถึงตัวพระธาตุที่ตั้งอยู่บนยอดเขาย่อม ๆ ปรากฏว่าหามุมถ่ายภาพพระธาตุสวย ๆ ไม่ได้เลย
เพราะพื้นที่มีขนาดเล็ก แคบ มาก ต้องชันกล้องถ่าย ออกมาได้แค่นี้



เต๊ะท่าถ่ายรูป ให้คุณฝนเล็ก แอนด์ป้าเสลา เอาไปตัดต่อเล่นซะหน่อย
ภาพแรก ด้านหลัง คือ แม่น้ำโขง ครับ (คนลาวเรียก "น้ำของ")
ส่วนภาพหลัง เดินมาถ่ายอีกฝั่งหนึ่ง แม่น้ำที่เห็น เป็นคนละแม่น้ำ ไม่ใช่แม่น้ำโขงแล้วครับ
แต่เป็น "น้ำคาม" (ตอนอ่านชื่อภาษาอังกฤษ kam river ผมก็ไม่กล้าเรียก กลัวจะออกเสียงผิดเป็นน้ำอื่น 555)


โลกนี้กลมยิ่งนัก เมื่อลงจากพระธาตุพูสี มาเดินเตร็ดเตร่แถวตลาดมืด
ได้เจอ อ.สถาพร ศรีสัจจัง ศิลปินแห่งชาติ คนล่าสุด โดยบังเอิญ
จึงชักภาพร่วมกับคนดัง เก็บเอาไว้โม้หน่อย
ผู้หญิงในภาพ คือ พี่จี๋ อดีตเจ้าของ "ร้านหนังสือเล็กๆ" ที่ถนนพระอาทิตย์
ปัจจุบัน เปิดร้านดอกไม้ และ เลี้ยงแมว 50 ตัว อยู่ที่เชียงใหม่

จริง ๆ แล้ว จุดเด่น ของ หลวงพระบาง
คือเป็นเมืองที่มี วัด เยอะมาก
และแต่ละวัดก็สวย ๆ ตามศิลปะล้านช้าง ทั้งนั้น
สำหรับคนที่ชอบทัวร์วัด ไหว้พระ น่าจะมีความสุข ถ้าได้มาเที่ยวหลวงพระบาง
ยกเว้น วัดกลางเมืองที่เก็บค่าเข้าไปไหว้พระ วัดนั้นแล้ว
ผมยังมีโอกาส ไปตระเวน ไหว้พระ อีก 2 - 3 วัด
ไม่ได้ไปมาก เพราะเวลา ไม่เอื้ออำนวย
ถ่ายภาพ(ไม่ค่อยสวยเท่าไหร่)มาฝากกันครับ





จุดประสงค์ของการมาหลวงพระบาง ครั้งนี้
นอกจาก จะมาขึ้นเครื่องบินกลับไทยแล้ว
ผมยังอยากแวะมาเยี่ยม "น้องชาย" คนหนึ่ง
ที่มาลงหลักปักฐาน ทำธุรกิจอยู่ที่หลวงพระบาง นี้ด้วย

น้องผมคนนี้ มีชื่อเล่นว่า "แรก" หรือ ชื่อจริง ภัทรพงศ์ คงวิจิตร
อาจเคยได้ยินชื่อ หรือ คุ้น ๆ ผ่านตา กันบ้าง

ภัทรพงศ์ หรือ แรก เป็นนักเขียนสารคดีมือดีของเมืองไทยคนหนึ่งครับ
เขาเดินทางท่องเที่ยว ไปทั่วโลก มีผลงาน ทั้งภาพถ่าย และ หนังสือสารคดีท่องเที่ยว มากมาย
แต่ปัจจุบันดูเหมือนจะ "หยุด" การเดินทาง และ หัวใจ ไว้ที่หลวงพระบางเสียแล้ว


พ็อกเก็ตบุค "ใจคนและหนทาง" ผลงานของหน่มแรก เล่มนี้เขียนถึงหลวงพระบาง

เพราะหนุ่มแรกเกิดมาหลงเสน่ห์สาวลาว จนแต่งงาน ลงหลักปักฐาน อยู่ที่นี่
มีทายาทลูกครึ่ง ไทย - ลาว เป็นโซ่ทองคล้องใจ 2 คนแล้ว
และทำกิจการเลี้ยงครอบครัว ด้วยการเปิดรีสอร์ต ร้านอาหาร ร้านนวด-สปา อยู่ในพื้นที่เดียวกัน
ชื่อว่าร้าน "บัวกลางบึง"

นักเดินทางที่กลายเป็นนักธุรกิจ รายนี้
ใจใหญ่ และ จับใหญ่ มากครับ
เขาตัดสินใจทำธุรกิจที่พักนักท่องเที่ยว ที่คนอื่นไม่เคยทำ(หรือไม่กล้าทำ)
นั่นคือ เช่าที่ริมบึง ขนาดใหญ่ เปิดเป็นรีสอร์ตกลางสวน
โดยเน้นลูกค้ากระเป๋าหนัก ที่ไม่ชอบความจำเจ
ที่พักของเขามีราคาค่อนข้างสูง (สำหรับเมืองท่องเที่ยวแบบหลวงพระบาง)
คือ หน้าโลว์ซีซั่น 20 ดอลลาร์/คืน หน้าไฮ 30 ดอลลาร์
ซึ่งราคานี้ มีบริการอาหารเช้า แบบเจ้าของกินยังไง ลูกค้ากินอย่างนั้นด้วย
(ไม่ใช่ กาแฟ ขนมปังไข่ดาว โง่ ๆ ทั่วไป)
ผมก็ งง ๆ แกมไม่เชื่อ ว่า นักท่องเที่ยวจะรับได้กับราคาสูงขนาดนี้เหรอ
และ ห้องพัก ก็ออกจะ เดิ้น ๆ แบบที่ไฮซ้อไฮโซอาจไม่กล้าพัก
แต่เขาก็ยืนยันว่า มีทาร์เก็ตกรุ๊ป ที่สนใจ และจองข้ามปี ไว้ด้วยก็มี

ชมภาพรีสอร์ตริมบึง ของเขาดูละกันครับ

(นี่ไม่ใช่โฆษณาแฝง แต่เป็นการโฆษณาเต็ม ๆ เอิ๊ก ๆ ๆ ๆ)


คนที่นั่งหน้าดำ เหงือซก อยู่ในร้านอาหารน่ะ อย่าไปสนใจเลยครับ
เพิ่งลงมาจากพระธาตุภูสี ก็เลยมีสภาพเป็นหมาหอบแดด อย่างนี้
ให้ดูภาพบึง (ซึ่งเพิ่งขุดลอก รื้อบัวเก่าออก เตรียมรับซีซั่นใหม่ เลยไม่ได้เห็นภาพ "บัวเต็มบึง")
กับภาพบังกะโล ฝั่งตรงข้ามลิบ ๆ








หนุ่มแรก-น้องผมคนนี้ นอกจากจะ ใจใหญ่ และ จับใหญ่ อย่างที่บอกแล้ว
ยังถือได้ว่าเป็นคนไทย "ขาใหญ่" ในหลวงพระบาง อีกด้วย
คือใครไปใครมา ก็ต้องมาหาเขา
เขาให้การต้อนรับ ดูแล ให้ความช่วยเหลือ คนไทยที่ดัง ๆ ที่มีชื่อเสียง ที่ไปเยือนหลวงพระบาง เป็นกิจวัตร
ไม่ว่าจะเป็น อาจารย์ ส.ศิวรักษ์, เสกสรร ประเสริฐกุล, จิรนันท์ พิตรปรีชา, สุรชัย จันทิมาธร และอีกหลาย ๆ คน (อ่า...มาไลน์เดียวกับลุงถึก ณ สวีเดนเลยนะเนี่ย)
เรียกว่า ช่วยเหลือสังคม(ไทย) จนแทบไม่มีเวลาดูแลกิจการตัวเองเลยก็ได้

อย่างผมไปครั้งนี้ ก็ไม่กล้าจะไปพักรีสอร์ตเขา เพราะกลัวเขาจะคิดเงินถูก ๆ หรือไม่คิดเลย
แต่ก็ยังได้รับอานิสงส์ ความเป็น "ขาใหญ่" แห่งหลวงพระบางของเขา
ด้วยการ ได้ไปหาซื้อ ไวน์ถูก ๆ ดี ๆ ในตลาดมืด ในราคาพิเศษแล้วพิเศษอีก
แถมตอนจะกลับ เครื่องบินเต็ม เขาก็ยังสามารถ พูดกับ "นายสนามบิน" หลวงพระบาง
ขอที่ให้ผมได้เป็นกรณีพิเศษอีก ใหญ่ไม่ใหญ่ คิดดูเอาเอง
(เอา แค่ ที่-ที่เขาเช่าอยู่นี้ ก็เป็นของ รมต.ลาว - คหบดี - ผู้ดีเก่าหลวงพระบาง ติด ๆ กันหลายแปลง ที่เขาสามารถ "รวบ" เช่าเอามาทำรีสอร์ตในสวน อย่างที่คนลาวแท้ ๆ ยังยากจะทำได้)


ภัทรพงศ์ หรือ "แรก" หนุ่มไทยหัวใจหลวงพระบาง
กับลูกชายคนโต น้องมิ่งเมือง ที่ซนมากกกกก

และ อ้อ...แม้ไม่ใช่คนใหญ่ คนดัง ก็แวะไปเยี่ยมเยือนเขาได้ครับ
อย่างชาวอรุณสวัสดิ์ ที่จะไปเที่ยวหลวงพระบาง อยากไปพักในบรรยากาศ "กลางสวน"
เขาบอกว่า คิดค่าที่พักในอัตรา 500 บาท เท่านั้น
(ใครจะไป ติดต่อผ่านมาทางผม ก็ได้ จะเป็น "นายหน้า" เอ๊ย เป็นผู้ประสานงานให้)
แต่ถ้าไปช่วงไฮซีซั่น อาจจะเต็ม พักไม่ได้นะครับ เพราะเขาสร้างห้องไว้น้อยมาก
เน้นบรรยากาศ ไม่ให้มีลูกค้าพลุกพล่านจนเกินไป


อ่า...จบทริปการเที่ยวลาว ไว้แค่นี้ดีกว่า

คัดลอกมาจากเว็บ http://www.arunsawat.com/board/index.php?topic=4481.0
แบกเป้ขึ้นเขา ตะลุยลาวเทิง
ขอบคุณ K. คาเมสุมิฉาจารา ที่ได้เขียนบทความได้สะใจมากได้ความรู้และเต็มอิ่มการท่องเที่ยวแบบ ... journey to the unknown จริงๆ

ลาวเทิง ตอนที่ 7

มาต่อกันเลย ..
คิดว่า ร้อยทั้งร้อย ของคนมาเที่ยว โพนสะหวัน
ก็เพราะจะมาชม ทุ่งไหหิน (Plain of Jars) อันเลื่องชื่อ นะเอง

ทุ่งไหหิน คือพื้นที่ ที่มี "ไหหินโบราณ" ขนาดตั้งแต่สูงท่วมหัวคนลงมา ตั้งวางอยู่นับร้อย ๆ ลูก
ดูน่าฉงน แกมมหัศจรรย์ คล้าย ๆ สโตน เฮนจ์ ของประเทศอังกฤษ อยู่เหมือนกัน
ว่า เขา(คนโบราณ)เอาไหเหล่านี้ มาตั้งไว้กลางทุ่งโล่งทำไม ตั้งมากมายก่ายกอง
และต้องนำมาจากที่อื่น ซึ่งน่าจะไกลพอสมควร
เพราะบริเวณที่ตั้ง "ทุ่ง" ไม่มีภูเขาหิน หรือ หินก้อนโต ๆ พอจะสกัดเอามาทำไหได้เลย

ตามตำนานปรัมปราของคนลาว เขาว่าไหเหล่านี้คือ "ไหใส่เหล้า" ของท้าวฮุ่งท้าวเจือง
บรรพกษัตริย์ผู้ก่อตั้งประเทศลาว
คนลาวทั่วไปก็ยังเชื่ออย่างนี้อยู่


แต่ทฤษฎีของฝรั่งนักโบราณคดี บอกว่า ไหหินเหล่านี้ สร้างมาแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์
สันนิษฐานว่า น่าจะใช้ประกอบพิธีกรรมทางความเชื่อ เป็นต้นว่า ใส่ศพคนตาย หรือ ใส่กระดูก
หรือไม่ก็ เป็นการบูชาเทพเจ้า หรือ สิ่งที่เคารพยำเกรง


จะว่าไปแล้ว คนลาวเจ้าของทุ่งไหหินแท้ ๆ ดูจะไม่สนใจ ให้ความสำคัญ หรืออนุรักษ์รักษา มรดกทางประวัติศาสตร์ของตนสักเท่าไหร่
คงเพราะเห็นมาแต่อ้อนแต่ออก หลายชั่วอายุคนแล้วก็ได้
ว่ากันว่า จริง ๆ แล้ว "ไหหิน" ไม่ได้มีแต่ขนาดใหญ่โตมโหฬาร
ขนาดเท่าหม้อ เท่าไห จริง ๆ ก็มี
แต่โดนชาวบ้าน ขุด หยิบ หิ้วกลับไปบ้าน เอาไว้ดูเล่น แล้วก็ทิ้งขว้าง สูญหาย ไปซะเยอะ
เหลือแต่ขนาดที่ "ยกไม่ไหว" ทิ้งไว้คาทุ่ง ในปัจจุบัน
น่าเสียดาย เหมือนกัน

ในยุคสงครามเวียดนาม ที่ขบวนการกู้ชาติฝ่ายซ้ายของลาว ต่อสู้กับจักรวรรดิอเมริกาและพันธมิตร (พี่ไทยเราก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย)
เพื่อปลดปล่อยลาวไปสู่สังคมนิยม โดยมีเวียดนามและรัสเซียหนุนหลัง
กองกำลังกู้ชาติ ได้ซ่องสุมรวมพลใหญ่กันอยู่ที่ทุ่งไหหินนี่เอง
ทุ่งไหหิน จึงเป็นสมรภูมิรบที่ดุเดือด รุนแรงที่สุด ในลาว

ทหารปลดแอก ทหารรัฐบาลลาว รวมทั้ง "ทหารรับจ้าง" จากประเทศไทย
ที่รับเงินจากอเมริกามาสู้กับพี่น้องร่วมถิ่นสุวรรณภูมิ
ได้สังเวยชีวิต เป็นผีเฝ้าทุ่งไหหิน นับพัน นับหมื่นคน
ส่วนทหารอเมริกัน ผู้กระพือไฟสงคราม
ไม่ได้ล้มตายไปกับเขาด้วยหรอก เพราะไม่ได้ส่งทหารราบเข้ามาทางภาคพื้นดินเหมือนในเวียดนาม
เนื่องจากสงครามในลาวของอเมริกา เป็นสงครามที่ไม่ได้ประกาศ ไม่ได้บันทึกไว้ (ดูหนัง Air America แล้วจะเข้าใจ)
อเมริกาใช้วิธี นำเครื่องบิน B 52 มาทิ้งระเบิดปูพรม ไปทั่วทุ่งไหหิน
ซึ่งนอกจากจะทำให้ ทหารปลดแอก ล้มตายเป็นจำนวนมากแล้ว
ยังทำให้ "ไห" จำนวนมาก พังพินาศเสียหาย เพราะแรงระเบิด

ทุ่งไหหิน ในปัจจุบัน จึงกลายเป็น "ทุ่งระเบิด" ที่มีหลุมระเบิดขนาดใหญ่อยู่เต็มไปหมด
รวมทั้ง ลูกระเบิด ที่ยังมีอันตราย ฝังอยู่ใต้ดิน อีกมากมาย
ซึ่งในปัจจุบัน ก็ยังมีการสำรวจ เก็บกู้ระเบิด อยู่ตลอด
โดยหน่วยงาน MAG ซึ่งเป็นเอ็นจีโอสากล ร่วมมือกับรัฐบาลลาว

จากข้อมูลที่ได้มา การเก็บกู้ระเบิดในทุ่งไหหิน ดำเนินการสำเร็จไปแล้วเพียง 25 % เท่านั้น
ส่วนที่ปลอดภัยไร้ระเบิด ก็เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชม

ด้วยเหตุนี้ การเข้าชมทุ่งไหหิน รัฐบาลลาวจึงไม่อนุญาตให้เดินทางมาเข้าชมกันเอง
เพราะอาจเดินไปเหยียบระเบิด เอาได้

การเข้าชมทุ่งไหหิน จะทำได้ผ่านทัวร์ที่รัฐบาลลาวอนุญาตเท่านั้น
ซึ่งน่าจะเป็นสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้ธุรกิจทัวร์ "ผูกขาด" อันนี้ ค่อนข้างจะมีราคาแพง
อัตราค่าทัวร์ทุ่งไหหิน ราคา 15 ดอลลาร์ต่อคน แต่นี่หมายถึง สามารถจัดกรุ๊ปทัวร์ได้ไม่น้อยกว่า 10 คนนะครับ
ถ้าต้องการเหมาทัวร์ไปเอง ในหมู่คณะเดียวกัน ไม่กี่คน ราคาจะแพงกว่านี้อีก

ทัวร์ทุ่งไหหิน จะมีไกด์ชาวลาวนำเที่ยว ซึ่งไกด์ส่วนใหญ่ก็คือ เอ็นจีโอของ MAG นี่แหละ
โดยจะพาไปชม 3 ที่ หรือ ที่เรียกกันว่า Site 1 - 2 - 3
ไซต์ 1 อยู่ห่างจาก โพนสะหวัน ประมาณ 10 กิโลเมตร ไซต์สุดท้าย จะไกลออกไปราว 40 กม.

ทัวร์ของผม มีผมเป็นคนไทยคนเดียวอีกตามฟอร์ม
โชคดีที่ไกด์ชาวลาว พูดอังกฤษได้ ประมาณภาษาอังกฤษ ไวยากรณ์ลาว ที่ฝรั่งฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง
แต่ผมฟังเข้าใจดี เพราะก็มีวิธีพูดภาษาอังกฤษแบบเดียวกันนะแหละ เอิ๊ก ๆ

ชมภาพ "ไหหิน" กันให้จุใจเลยนะครับ ผมนำภาพรวม ๆ มาจากทั้ง 3 ไซต์ นะแหละ
ซึ่งก็แยกไม่ออกเหมือนกันว่า ภาพไหน เป็นของไซต์ไหน เพราะมันก็มีแต่ "ทุ่ง" และ "ไห" แบบเดียวกันหมด อิ อิ



ก่อนจะพาสู่ทุ่งไหหิน ขบวนทัวร์ของเรา ได้แวะชมอุตสาหกรรมสุราพื้นบ้านลาว
(ถ้าที่ไทย เรียกว่า โรงต้มเหล้าเถื่อน)
ภาพบน คือบ้านของนักต้มเหล้า ชาวม้ง
ส่วนภาพล่าง คือ โรงเหล้า เตากลั่น ควันโขมง
ที่ผมได้ทดลอง "เหล้าต้ม" ของลาวไปหลายจอก โดยชิมแล้วก็หลอกฝรั่งร่วมทัวร์ว่า
try some, not too strong มีฝรั่งหลงเชื่อ กระดกเข้าไป แล้วก็ร้องจ๊าก ไปหลายคน
กว่าจะออกจากบ้านเหล้าลาว ผมก็มึนไปพอสมควร



มาถึงแล้ว ทุ่งไหหิน





ไกด์ชาวลาว กำลังอธิบายให้ฟิลิปิโน สองคนนี้ ให้เข้าใจว่า
ไหหินบ้านไอ มันมีสองแบบนะยู แบบนึง เป็นหินทรายสกัด
อีกแบบ เป็นการปั้น ด้วยหินผสมกรวดผสมซิเมนต์โบราณ ยูโหวววววว
โอ้....ไอฟังไม่รู้เรื่อง ยูพูดอีหยังหว่า เว้าลาวเข้าใจกว่ามั้ง ตากาล็อกสองนายนั้น คงอยากบอกอย่างนี้





กลับจาก เที่ยวชม ทุ่งไหหิน
โปรแกรมท่องเที่ยว ที่โพนสะหวัน ของผม ก็ไม่มีที่จะไปอีกแล้ว

ความจริง ยังมี เมืองคูน ที่อยู่ไม่ไกล ประมาณไปเช้า กลับเย็น ได้
เขาว่า เป็นเมืองเก่า อะไรนี่แหละ
แต่ผมไม่ได้ไป
เพราะต้องใช้บริการ กรุ๊ปทัวร์ อีกตามเคย
ไม่ชอบ อยากไปเอง แบบอิสระเสรี มากกว่า

ธุรกิจทัวร์ ที่โพนสะหวัน ค่อนข้างเล็ก และรวมตัวกันเหนียวแน่น
แบบไม่แข่งกันขาย แต่ร่วมกัน "ผูกขาด" ให้ช่องทางนักท่องเที่ยวต้องมาใช้บริการนี้ ช่องเดียว
ผมก็เคย เซย์โน ไม่อาววว ดีกว่า

ตามโปรแกรมของผม
ผมเดินทางขึ้นมาทางนี้ เพื่อจะต่อเข้าไปยัง เวียดนาม ตอนเหนือ
ผ่าน ซำเหนือ ไปออกที่ ด่านนาแมว ซึ่งอยู่ไม่ไกลจาก ฮานอย นัก


(ดูแผนที่ประกอบ)


ผมจึงยุติการท่องเที่ยวในโพนสะหวัน
ไปที่เอเยนต์ขายตั๋ว เพื่อติดต่อซื้อตั๋วรถไปยัง ซำเหนือ
พร้อมกันนั้น ก็สอบถามเขา เกี่ยวกับเส้นทางและรถโดยสารที่จะออกจากซำเหนือ ไปยังชายแดนเวียดนาม

เอเยนต์ที่โพนสะหวัน บอกว่า
ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า เส้นทางจากซำเหนือ ไปยังด่านนาแมว
จะมีรถประจำทางวิ่งทุกวันหรือเปล่า (หรือยังมีวิ่งอยู่หรือเปล่า)
เพราะเป็นหน้าฝน เส้นทางอาจเป็นหล่มโคลน หรือ ถูกตัดขาดไปแล้ว
เขาไม่แน่ใจ เลยแนะนำให้ผมไปสอบถามที่หน่วยงานเกี่ยวกับควบคุมเส้นทางเดินรถ
ที่ศาลากลางเมืองแปก ก่อนจะดีกว่า
จะได้ไม่เดินทางเสียเปล่า

เมื่อผมไปติดต่อเจ้าหน้าที่ที่ศาลากลาง
ก็ได้รับคำตอบคล้าย ๆ กัน
ว่าเส้นทางจากซำเหนือ ไป ชายแดนเวียดนาม มักจะใช้งานไม่ได้ในหน้าฝน
ไม่แนะนำให้ผมไป
และบอกต่ออีกว่า ด่านนาแมว ที่ผมจะออกไปนี้
ไม่ใช่เส้นทางนักท่องเที่ยว จะไม่มีที่พักหรือสิ่งอำนวยความสะดวกให้เลย
และเจ้าหน้าที่ด่านเขาอาจจะไม่ให้ผ่านเข้าเวียดนามก็ได้
ขู่กันแบบนี้ ผมก็ใจแป้วไปเหมือนกัน

เจ้าหน้าที่บอกอีกว่า
จริง ๆ ถ้าอยากเดินทางท่องเที่ยวเข้าจากลาวเข้าเวียดนามเหนือ
ควรจะไปใช้เส้นทาง จาก หลวงพระบาง ไปออก เดียนเบียนฟู ที่นักท่องเที่ยวทั่วไปนิยม
จากเดียนเบียนฟู จะขึ้นเหนือไป ซาปา หรือลงใต้ มา ฮานอย ก็สะดวก

แหม...มาบอกอะไรตอนนี้ หลงมาถึงนี่แล้ว ถึงมาบอก ฮ่วย
พวกโพสต์ในอินเทอร์เน็ต ก็หลอกเรา(หรือเปล่า)เหมือนกันนะเนี่ย
บอกตะลุยเข้าเวียดนาม ตามเส้นทางนี้แหละ
เราเลยจะเอาตาม

สรุปแล้ว ก็เลย เป็นอันว่า แห้ว ครับ
ไปเวียดนามไม่ได้ (ไม่กล้าไป)


เวียดนามอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม แต่....
ก็เอื้อมไปไม่ถึง


เซร็งเลยยยยยยย

ผมจึงต้องเปลี่ยนเส้นทาง หาทางกลับบ้าน
โดยจะย้อนกลับไปทาง หลวงพระบาง
เพื่อจับเครื่องบินกลับไทยครับ

ตอนต่อไป ผมจะพาเที่ยวชม หลวงพระบาง พอเป็นกระสัยนะครับ
ถือเป็นของแถมละกัน
เพราะโดยส่วนตัว ก็ไม่ได้ตั้งใจจะไปเที่ยวที่นั่น
และ บอกตามตรง...ผมไม่ประทับใจ ชื่นชอบ เมืองมรดกโลก ที่คนอื่นเขาชอบกันนักชอบกันหนา แห่งนี้เลย

1/18/2009

ลาวเทิง ตอนที่ 6

เรามาอ่านกันต่อของบทความท่องเที่ยวเมืองลาว ของคุณ คาเมสุมิฉาจารา มาถึงอีกตอนแล้ว

"อัตราค่าพักที่โพนสะหวัน ค่อนข้างถูก มีแต่ตั้งแต่ 2 ดอลลาร์ ไปจนถึงสูงสุด 5 ดอลลาร์
ผมเลือกพักที่ "เฮือนพักพูคำ" ราคาต่อคืน เพียง 3 ดอลลาร์ (30,000 กีบ)
เป็นห้องพัดลม ห้องน้ำในตัว ไม่มีน้ำอุ่น แต่ก็ขออาบน้ำอุ่นที่ห้องอาบน้ำของเจ้าของเกสต์เฮ้าส์ได้ตลอดเวลา
(ผมขออาบน้ำอุ่นทุกครั้งแหละครับ ใครจะไปอาบน้ำเย็นไหว อากาศหนาวเย็น ขนาดนั้น)

เฮือนพักพูคำ อยู่ติดกับวงเวียนใหญ่ใจกลางเมือง ซึ่งเป็นย่านดาวน์ทาวน์ แห่งเดียวของเมือง
นักท่องเที่ยว ใครพักที่ไหน ก็เดินวนไปวนมา เจอกันวันละห้ารอบ อยู่แถวนี้ละครับ



วงเวียนใหญ่ใจกลางเมือง ในบรรยากาศฟ้าฉ่ำฝน


มีพานทองรองรับ ตั้งอยู่กลางวงเวียนด้วย แต่รัฐธรรมนูญหายไปไหนล่ะ อิ อิ เหมือนเมืองไทยตอนนี้เลย
ผมสันนิษฐานไปทางทะลึ่งว่า พานทองอันนี้ คงสร้างเลียนแบบอนุสาววรีย์ประชาธิปไตยของไทย
ที่มีพานรองรับรัฐธรรมนูญ แต่พอคอมมิวนิสต์เข้ายึดครองลาว ก็เลย "โละ" รัฐธรรมนูญประชาธิปไตยทิ้งไป เหลือแต่พานโด่เด่
(ข้อสันนิษฐานนี้ ห้ามนำไปใช้อ้างอิงที่อื่นเด็ดขาด เป็นการสันนิษฐานมั่วปนมัน)


ป้ายต้อนรับกลางวงเวียน

ติดค้างไว้ว่า จะอธิบายถึง "โพนสะหวัน" กับ "เชียงขวาง" ว่ามันก็คืออันเดียวกัน แต่ทำไมถึงเรียกไม่เหมือนกัน
ดูในป้ายรูปข้างบนนะครับ
จะเขียนบอกว่า "ชาวเชียงขวาง (หรือภาษาลาวอ่าน "เซียงขวง") ยินดีต้อนรับทุก ๆ ท่าน"

จริง ๆ แล้ว เชียงขวาง คือ จังหวัด (Province)
แต่ "จังหวัด" ของลาว ไม่ได้มีขอบเขตจำกัดเหมือนของไทยนะครับ จะมีลักษณะเหมือนเป็น "แขวง" เสียมากกว่า
คือ เชียงขวาง ไม่ได้เป็นชื่อเมือง แต่เป็นชื่อจังหวัด-ชือแขวง
"เมือง" ที่ผมมาเยือนนี้ มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า "เมืองแปก" (คงจะตั้งตามชื่อต้นไม้ แปลก ๆ ที่กล่าวไปข้างต้น)

และ "โพนสะหวัน" ที่ทุกคนรู้จักทั่วไป จริง ๆ แล้วก็เป็นแค่ชื่อ "หมู่บ้าน" ในสังกัดเมืองแปก
เห็นในป้ายที่อยู่ตามร้านค้า จะเขียนว่า
"บ้านโพนสะหวัน เมืองแปลก จังหวัดเชียงขวาง"

เอาละครับ อธิบายที่มาที่ไปของชื่อเมือง ให้ทราบกันพอสังเขป
เดี๋ยวจะพาเข้าที่พักแระ เหนื่อยเต็มที ขอนอนสักงีบ พรุ่งนี้จะพาชมเมือง "แปลก" ซึ่งมีของแปลก ๆ ในสายตาชาวเราหลายอย่างเหมือนกัน

ในบริเวณที่พัก จะอุดมสมบูรณ์ไปด้วย อาวุธยุทโธปกรณ์ ตั้งแต่สมัยสงครามเวียดนาม
เก็บไว้เป็นของที่ระลึก (รึเปล่า) เต็มไปหมด
ลืมบอกไปว่า พื้นที่ส่วนนี้ ในอดีตเป็นสมรภูมิการต่อสู้ ระหว่าง อเมริกา (บวกพี่ไทย) กับ ขบวนการกู้ชาติลาว ที่มีรัสเซียและเวียดนาม หนุนหลัง แห่งสำคัญเลยครับ
จึงมีอนุสรณ์แห่งสงครามอยู่เกลื่อนกลาด และเป็นทุกแห่งทุกที่ในโพนสะหวันเลยครับ
ที่เอา อาวุธชนิดต่าง ๆ มาประดับประดา ที่พัก ตกแต่งทุกสิ่งทุกอย่าง
ดูตามรูปแล้วกันนะครับ



ดูให้ดีครับ เสาป้าย ทำด้วยกระสุนปืนใหญ่นะนั่น กระถางปลูกต้นไม้ใบหญ้า ก็เหมือนกัน


อันนี้ วางอยู่หน้าเคาน์เตอร์


แล้วนี่ ตามทางเดินทั่วไป


ระเบียงด้านหน้าก็ไม่เว้น

อย่างที่บอกไปแล้วครับ โพนสะหวัน เป็นเมืองเล็ก ๆ
และดูเหมือน จะเป็นเมือง ที่เพิ่งเริ่มต้นพัฒนา (สู่ความเจริญ)
เพราะตึกอาคาร ร้านค้า ดูใหม่มาก เหมือนว่าเพิ่งจะสร้างขึ้นมาไม่นานนัก
คล้าย ๆ จังหวัดเกิดใหม่ ของไทย อย่าง มุกดาหาร หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ อะไรประมาณนี้ละครับ
คือ มีทั้งความเป็น "บ้านนอก" และความเป็น "เมือง" ปนอยู่ในตัว

ผมค่อนข้างมีเวลาว่างกับเมืองนี้เยอะ
เพราะไม่มีที่ท่องเที่ยว ที่ไหน
นอกจาก เดินไปเดินมา อยู่ในบริเวณตัวเมือง
และก็เก็บภาพ หลาย ๆ ภาพมาฝาก
คือ ภาพเหล่านี้ ก็คงปกติของบ้านเขา
แต่ความคิดของชาวเรา มันก็ดูแปลก ๆ ถึงขั้นทำให้ขำก๊าก ไปเลยก็มี

เชิญชม ภาพรวมมิตร ที่ผมเก็บมาฝากจากเมืองโพนสะหวัน ครับ




ดูรูปทรงอาคาร และความใหญ่โตโอฬาร ผมคิดว่าต้องเป็นศาลาว่าการเมือง แน่ ๆ



แต่พอเดินเข้าไปดู อะจ๊าก ไม่ใช่ศาลากลาง
ปรากฏว่า เป็นห้างสรรพสินค้าประจำเมืองครับ
สินค้าที่วางขาย มีเฉพาะเกี่ยวกับ เสื้อผ้า เครื่องแต่งตัว เครื่องประดับ
ดูคุณภาพแล้ว ระดับตลาดนัดบ้านเรานี่เอง
ส่วนพวกเสื้อชาวเขา เสื้อม้ง เสื้อแม้ว ที่เหมือนจะเน้นขายนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะ
ราคาแพงจับจิต ไม่กล้าซื้อเลยครับ


อันนี้ต่างหาก ศาลากลางเมืองแปก
มีธงชาติลาวประดับคู่ธงค้อนกับเคียว ให้เห็นเป็นสำคัญ


สินค้าอันพึงมีไว้ทุกครัวเรือน "จานดาวเทียม"
วางขายกันริมถนน อย่างนี้แหละ


ระหว่างทาง เจอเขากำลังจัดงานแต่งงาน
เลยเดินเข้าไปขอชักรูป ตามประสานักถ่ายรูปมือซน
อ้าย-เอื้อยลาว กลับเชื้อเชิญแกมฉุดกระชากลากถูผมเข้าไปในงานเสียเนี่ย
ยก เบียร์ลาว หรือ "เขยลาว" มาเสริฟผมเฉย คะยั้นคะยอให้ร่วมดื่มกิน เป็นเกียรติแก่คู่บ่าวสาว
ตามนิสัยคนลาวที่อัธยาศัยดี และ "มักม่วน"
งานนี้ผมไม่ต้องเสียสินสอดทองหมั้น ก็ได้เป็น "เขยลาว" กับเค้าเหมียนกัน เอิ๊ก เอิ๊ก
แต่เป็น "เขยลาว" พอหอมปากหอมคอ แค่สองขวด ก็กล่าวล่ำลา ซำบายดี ขอบใจหลาย
กลัวจะติดลม กลับที่พักไม่ถูกเอานะครับ




อย่างที่ผมสงสัย หรือว่าเมืองลาว การพนันไม่ใช่สิ่งผิดกฎหมาย
อันนี้คือ ร้านตู้ม้า ในเมืองโพนสะหวัน เปิดอย่างสง่าผ่าเผย
ผมไม่แน่ใจว่ามีพวกสล็อทแมชีน หรือ เกมพนันแทงไพ่ อยู่ในนั้นด้วยหรือเปล่า
ไม่กล้าเข้าไป กลัวติดใจ อิ อิ


อันนี้ตั้งใจถ่าย "ข้างหลังภาพ" ของร้านขายซีดีเพลง มาให้ดู
ว่าไอ้สีแดง ๆ ทอง ๆ ของแผ่นซีดีที่เห็นนั้น
คือ แผ่นไรท์ยี่ห้อ PRINCO เราดี ๆ นี่เอง
ซีดีเพลงของที่นี่ ขายแต่ของปลอดลิขสิทธิ์ ไรท์ได้ไรท์เอา เป็นหลักครับ





เจอรถขายขนมปังริมทาง หน้าตาน่ากิน น่าอร่อย
ถามอาแป๊ะ คนขาย ว่าอันนั้นอันนี้ ขนมอะไร รสชาติเป็นไง
อาแป๊ะ แกเหมือนจะฟังภาษาลาว(อีสาน)ของผมไม่รู้เรื่อง
ถามอะไร ก็ตอบมาแต่ สามพันกีบ...สี่พันกีบ...อยู่นั่นแหละ
พอผมถ่ายภาพขนมปังเสร็จ จะขอให้แกโพสต์ท่าทำหน้าหล่อถ่ายคู่กับรถถีบ
ปรากฏว่าแกถีบรถหนีไปเลย ขนมเลยไม่ได้ซื้อไม่ได้กิน
ผมเลยหันไปถามแม่หญิงคนที่ซื้ออยู่ก่อน ว่าอาแป๊ะแกกลัวผมเรื่องไร
แม่หญิงคนนั้นบอกว่า อาแป๊ะคนนี้แกเป็นคนต่างด้าว เป็นพวกจีนฮ่อ จีนอะไรสักอย่างนี่แหละ
เข้าเมืองมาแบบผิดกฎหมาย แกคงกลัวว่าผมเป็นตำรวจลับจะมาถ่ายรูป จับแกส่งกลับประเทศละมัง
เออ...แปลกดี ประเทศคอมมิวนิสต์ (แถมยากจน) อย่างลาว ก็มีคนต่างด้าว ลับลอบเข้าเมืองมาทำมาหากินด้วย



ป้ายนี้ ถ้าไม่มีคำว่า CLINIC มาเป็นไกด์ คงเข้าใจความหมายได้ยากอยู่
แม้จะพอแปลคำเป็นภาษาไทยได้ว่า "ห้องกวด(ตรวจ)พะยาด(พยาธิ)ทั่วไป"
ซึ่งเรา ๆ ท่าน ๆ อาจเข้าใจไปว่า เป็นร้านรับถ่ายพยาธิตัวตืด ตัวกลม ละกระมัง
จริง ๆ แล้วก็เป็นคลีนิกรับรักษาคนป่วยทั่วไปนี่แหละครับ
ซึ่ง ผมว่า ภาษาลาวคำนี้ สละสลวยและถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ กว่าของไทยเราด้วย
"พยาธิ" ในความหมายจริง ๆ ก็คือ โรคาพยาธิ หรือ "โรค" นะเอง
ส่วนของไทยเรา ไอ้ร้านหมอ พวกนี้ ใช้ภาษาวิบัติที่ผมรังเกียจและต่อต้านมาตลอด
คือมักจะเขียนว่า "รับรักษาโรคทั่วไป"
เออ...โรคจะไปรักษามันทำเอี้ยอะไรครับ ต้องรักษาคนสิ ไม่ใช่รักษาโรค
เวรกรรมทางภาษา ใช้ผิดจนกลายเป็นถูก ไปหมดทั้งเมืองแล้ว



ให้ลองทายสิว่า เพิงหมาแหงน ที่ผมถ่ายรูปมานี้ เป็นร้านขายอะไร หรือทำอะไร
หุ หุ เป็นร้านรับใส่ฟันปลอมครับ
อ้าว อย่าหาว่าผมมั่ว หรือหลอกตลกเล่นนะครับ
ดูรูปถัดไปสิ
อุปกรณ์ทางทันตแพทย์ ครบครัน เอิ๊ก ๆ
มา มา เร่เข้ามา ผู้ต้องการจะมีฟันใหม่ที่สวยงาม ทนทาน

ปล. ได้ข่าวว่า ลุงถึกจะไปหาหมอฟันไม่ใช่เหรอครับ ไม่ลองใช้บริการร้านนี้ดูล่ะ เอิ๊ก ๆ

ตอนต่อไป น่าจะเป็นไคลแม็กซ์ของเรื่องตะลุยเมืองลาว ชุดนี้ ก็ว่าได้ครับ
เพราะผมจะพาท่านมุ่งไปสู่ "สมรภูมิทุ่งไหหิน"
ดินแดนแห่งลูกระเบิด และ ไหหินโบราณ มากมาย เหลือจะคณานับ


โปรดรอชมด้วยใจระทึกพลัน

ต่อตอนหน้าแล้วกัน


ลาวเทิง ตอนที่ 5

ติดตามกันต่อ ตอนนี้เป็นตอนที่ห้าแล้วจากคาเมสุมิฉาจาราจะพาเราไป ... journey to the unknown ต่อ

"จากวังเวียง ผมจะขึ้นไปทางเหนือต่อ โดยมีจุดหมายต่อไปอยู่ที่ โพนสะหวัน

(ดูแผนที่ประกอบ)



ระยะทางเท่าไหร่ จำไม่ได้แล้วครับ (เดินทางหลาย ๆ วัน ชักมึนเรื่องตัวเลข ข้อมูล)
แต่พอทราบคร่าว ๆ ว่า จะใช้เวลาเดินทาง ประมาณ 6 ชม.
ออกจากวังเวียง 9 โมงเช้า ไปถึง โพนสะหวัน ราว ๆ บ่าย 3
ค่ารถบัส ถ้าซื้อที่ท่ารถ 75,000 กีบ (300 บาท)
ถ้าซื้อผ่านเอเยนต์ ในวังเวียง 85,000 กีบ
ซึ่งซื้อแบบไหน ก็เหมือน ๆ กัน ถ้าซื้อเอง ก็ต้องนั่งสามล้อเครื่องออกมาที่ท่ารถ จ่ายเพิ่มอีก 10,000 กีบ อยู่ดี
ซื้อผ่านเอเยนต์ เขาเอารถออกมาส่ง ก็ครือ ๆ กัน



ท่ารถที่วังเวียง ให้ดูโต๊ะขายตั๋วนะครับ ไม่ใช่ให้ดูอะไรขาว ๆ ด้านซ้าย อิ อิ
อ้อ..ตั๋ว-ticket ภาษาลาว เขาเรียกว่า "ปี้" นะครับ ไม่ได้เรียกตั๋ว
ส่วนคำว่า "ตั๋ว" ในภาษาลาว หมายถึง "โกหก" ครับ

รถบัส ไปโพนสะหวัน ต้นทางมาจากเวียงจันทน์ สภาพรถก็เป็นที่เห็นตามภาพนั่นแหละครับ


ป้ายด้านซ้ายรถ เขียนว่า "เชียงขวาง" ซึ่งก็คือโพนสะหวัน นะแหละ
เดี๋ยวจะมาอธิบายว่า ทำไมบางทีก็เรียก เชียงขวาง บางทีก็เรียก โพนสะหวัน


สภาพภายในตัวรถ เก่าโทรม มาก เห็นยังงี้ ป้าเสลา ยังจะเดินทางกับผมต่อไหมครับ

เส้นทาง ออกจากวังเวียง เป็นภูเขาสูงชัน ตลอด
ว่า จากเวียงจันทน์ มา เต็มไปด้วยทางโค้งขึ้นเขา วกไปเวียนมา
แต่ทางจากวังเวียง ขึ้นเหนือ ไป ต้องเรียกว่าเส้นทาง สูง และ โค้ง x 4 เลยครับ

ก่อนจะขึ้นรถ ผมเห็นผู้โดยสารบางคน ไปขออะไรจากคนขับ
ซึ่งผมมารู้ทีหลังว่า เป็น ถุงก๊อบแก๊บ
รถประจำทาง สายลาวเหนือ ต้องเตรียมถุงก๊อบแก๊บ ไว้ให้ผู้โดยสาร ทุกคัน
ก็คือ เอาไว้ "ให้อ้วก" นะเอง
เพราะรถจะขับโค้งไปโค้งมา ไม่มีหยุด พูดง่าย ๆ ว่า ไม่มีทางตรงเลยครับ
ลองจินตนาการว่า ขับขึ้นที่จอดรถ ในห้างสรรพสินค้า บ้านเรา ก็ได้ครับ
ที่จอดรถห้าง บ้านเรา วนโค้งทางเดียว แต่โค้งเมืองลาว
โค้งไปโค้งมา บางทีก็โค้งกลับมาที่เดิมเฉย บางโค้งก็ยิ่งกว่า "โค้งหักศอก" เพราะเหมือนกลับรถย้อนไปทางเดิมเลย

ผู้โดยสารที่ "เมารถ อาเจียน" เพราะอาการโค้งไม่มีหยุดแบบนี้ จึงถือเป็นเรื่องปกติ
คันที่ผมนั่ง ก็เห็นอ้วกทะลัก ตั้ง 3-4 คน ทั้งหญิงทั้งชาย
แต่แปลกว่า ชาวต่างประเทศ(ฝรั่ง)และผมคนไทย ที่ไม่ได้คุ้นเคยภูมิประเทศ
กลับไม่มีใครเมารถเลย อย่างผมก็แค่มึน ๆ หัว
อาจเป็นเพราะภูมิประเทศรอบด้านสวยงาม ตื่นตาตื่นใจ มองไปทางไหนเห็นแต่ภูเขาสูงลิบ ซ้อนกัน เขียวชะอุ่ม ก็ได้
รถบัสที่วิ่งเนี่ย ไม่ได้วิ่งเลียบไหล่เขานะครับ เรียกว่า วิ่งเลาะไปตามยอดเขาเลย
ยิ่งวิ่งไปไกล ก็ยิ่งมองลงมาเห็น ยอดเขา และ ถนน เบื้องล่าง ที่ผ่านมา อยู่ต่ำลิบ ๆ



ถนนที่สุภาพอ่อนน้อมที่สุดในโลก เพราะ "โค้งแล้วโค้งอีก" โค้งไม่รู้จักหยุด ฮ่า ฮ่า ฮ่า
ถ่ายขณะรถวิ่ง จับภาพออกมาไม่ค่อยดีนัก เพราะคนถ่ายก็ชักมึน ๆ วิงเวียนศีรษะกับความโค้งไม่รู้จักพอ

ตลอดเส้นทางอันคดโค้ง ไต่ขอบเหว บนเขาสูง
จะเห็น "บ้าน" ซึ่งน่าจะเรียกว่า "กระต๊อบ" ซะมากกว่า ปลูกอยู่เรียงราย ตลอดทาง
เป็นบ้านของชาวดอย ที่รัฐบาลลาวไล่ออกจากป่า ให้มาปลูกอยู่ริมถนน ตามที่ผมบอกไปแล้ว
สังเกตดูนะครับ จะเห็นจานดาวเทียม ปักอยู่หน้าบ้าน เต็มไปหมด
"จานดาวเทียม" ถือเป็นเครื่องอุปโภคสำคัญของประชากรลาวครับ
เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูง ยากที่เครือข่ายสัญญาณโทรทัศน์จะครอบคลุมได้
ต้องอาศัย จานดาวเทียม ดักจับสัญญาณ แทนเสาโทรทัศน์
ซึ่งสัญญาณโทรทัศน์ที่พวกเขา "ดึง" ลงมาดู ก็ไม่ใช่สัญญาณโทรทัศน์ของประเทศตัวเองหรอก
คนลาว ร้อยทั้งร้อย ดูทีวีเมืองไทยเป็นหลักครับ
ไม่ว่าจะอยู่ในป่าในดงอย่างไร น้องกบ-สุวนันท์ ก็เข้าไปเยี่ยมถึง

คนลาว ไม่ว่าจะอยู่กระต๊อบเชิงดอย อยู่บ้านฝาไม้ไผ่ หลังคามุงจาก ยังไง
ก็มีไฟฟ้าใช้ ได้ดูทีวี นะครับ
เพราะ "เขื่อนน้ำงึม" ของลาว ผลิตพลังงานไฟฟ้าให้ใช้ได้ครอบคลุม ทั่วประเทศ
ที่สำคัญ ยังมีเหลือ ส่งมาขายให้เมืองไทย ได้อีกต่างหาก
ไฟฟ้า ที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของเราใช้ ก็ซื้อมาจากประเทศลาว นี่แหละครับ








แยกพูคูน ถนนทางซ้ายมือ คือแยกไปหลวงพระบาง
ส่วน โพนสะหวัน ที่ผมจะไป เลี้ยวขวาไปอีกทาง
ผมไม่เคยไปสวิส หรือ ยุโรป หรอกฮะ
แต่ดูจากหนัง ที่โชว์ภาพเนินเขาที่มีทุ่งหญ้าเป็นเนินเขียวขจี ลดหลั่นกัน สวยงาม
ก็เลย ตั้งชื่อเรื่อง ตามนั้น คิดว่า สภาพภูมิประเทศ และ ภูมิอากาศ ของ โพนสะหวัน
ดูจะคล้าย ๆ ประมาณนั้น

และกลับมาเมืองไทย ก็ไปจ๊ะเอ๋ กับ "คำนิยาม" ที่ตัวเองตั้งให้กับ โพนสะหวัน
แบบ จุดไต้ตำตอ คิดเหมือนกันได้ไง ในหนังสือ สารคดี เล่มล่าสุด ที่กล่าวถึง โพนสะหวัน
จึงพอ โมเม ไปได้ว่า คงมีคนคิดตรงกันหลายคนแล้วว่า
โพนสะหวัน ก็คือ "สวิตเซอร์แลนด์ของลาว" จริงแท้แน่นอน

ทำไมถึงกล่าวเช่นนั้น?
เอาอย่างแรกเลยครับ โพนสะหวันตั้งอยู่ในเขตภูเขาสูง
ผมสอบถามคนที่นั่น เขาบอกว่า พื้นที่บริเวณนี้ อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล "ที่สุด" ในประเทศลาว
สูงเท่าไหร่ ก็ไปค้นเอาเองละกันครับ เรื่องข้อมูล ตัวเลข ตอนไปเที่ยววันแรก ๆ ก็จดแหลก พอวันหลัง ๆ เริ่มขี้เกียจ ไม่สนใจบันทีกซะแระ

อากาศที่นี่ เย็นตลอดปีครับ
ขนาดฤดูนี้ เป็นฤดูร้อน แต่อากาศก็เย็นสบายดี (คงมีฝนตกด้วยแหละ)
ในคู่มือการท่องเที่ยว บอกไว้ว่า ถ้า จะไปเที่ยวโพนสะหวัน ถึงจะเป็นหน้าร้อน ก็อย่าลืมเอาเสื้อแขนยาว หรือ เสื้อกันหนาว บาง ๆ ติดตัวไปด้วย เพราะอากาศกลางคืน จะเย็นยะเยือก พอสมควร
ยิ่งถ้าเป็น หน้าหนาว แล้วละก็ ถ้าขืน ไม่เอาเครื่องป้องกันไป ระวังหูจะหลุดออกจากหัวเอา เพราะเขา(ขู่)ว่ามันหนาวทารุณจริงๆ


สิ่งยืนยันว่าที่นี่อยู่บนเขตภูเขาสูง(มาก) คือ เป็นพื้นที่แห่งเดียวในลาวที่มีต้นสนภูเขาขึ้นอยู่เต็มไปหมด
(ผมเรียกชื่อจริง ๆ ไม่ถูกว่า เขาเรียก "สน" อะไร แต่เป็นสนชนิดเดียวกับที่ขึ้นบนภูกระดึง หรือ ยอดดอินทนนท์)

ดูรูปแล้วกันครับ ใครรู้ช่วยบอกที ว่าเขาเรียก ต้นสนอะไร

ต้นสนชนิดที่ว่านี้ ขึ้นอยู่ทั่วไปตามรายทาง ทั่วพื้นที่ โพนสะหวัน
(แปลก อยู่อย่างนะครับ โพนสะหวัน ไม่มีภูเขา ที่เป็นภูเขาหิน หรือภูเขายอดสูง มีแต่พื้นที่เป็นเนิน ๆ สลับทุ่งหญ้าเขียวชะอุ่ม ซึ่งพออนุมานได้ว่า ที่นี่ คือ "ที่ราบบนยอดเขาสูง" แล้ว)
สำหรับชาวลาวแล้ว เขาเรียกเจ้าสนชนิดนี้ว่า "ต้นแปก" ซึ่งน่าจะหมายถึงคำว่า "แปลก" ในภาษาไทย
อาจจะเพราะมันเป็นต้นไม้แปลกประหลาด ไม่ขึ้นในที่อื่น ก็เป็นไปได้






รถบัสมาถึง โพนสะหวัน ตอนบ่าย 3 เศษ ๆ
อากาศขมุกขมัว มีฝนตกพรำ ๆ หยุด ๆ อยู่ตลอดเวลา
ลงท่ารถ จะมีรถตู้ที่จะพาไปส่งเกสต์เฮ้าส์มารอให้เลือกใช้บริการ
อันนี้ไม่ต้องเป็นกังวลว่าจะโดนหลอก หรือ โดนชาร์จค่าบริการ ครับ
ขึ้นไปเลย รถตู้จะพาเราเข้าไปส่งในเมืองโพนสะหวัน ซึ่งเป็นเมืองเล็ก ๆ โดยไม่คิดค่าโดยสารครับ
คือเขาจะพาไปดูเกสต์เฮ้าส์ ซึ่งมีให้เลือกอยู่ไม่กี่ที่ และทุกที่ก็จะ Co-กับรถตู้รับส่งนักท่องเที่ยว
คือ จะพักที่ไหนก็ได้ แล้วแต่เราชอบ หากดูแล้วไม่พอใจ ก็พาไปที่อื่นต่อ

ซึ่งอยู่ในละแวกใกล้ ๆ กัน ทั้งนั้น

ติดตามกันต่อในตอนต่อไป

1/17/2009

ลาวเทิง ตอนที่ 4

กลับจากเที่ยวถ้ำ อันแสนไกล เหนื่อย และ ร้อน
(ขณะพิมพ์กระทู้อยู่นี่ แขนผมที่โดนแดดจนแสบร้อนในตอนนั้น ได้เกิดอาการ "ลอก" เป็นขุย ๆ น่าเกลียดมาก)
ผมกลับมา อาบน้ำ นอนพัก สักครู่ พอแดดร่มลมตก ก็อยากออกไปเที่ยวอีก

ที่เยื้อง ๆ กับที่พักผม เป็นที่ตั้งตลาดเก่า ตอนนี้ร้าง เหลือแต่สภาพโรงเรือน มุงหลังคา ขนาดใหญ่ ให้เห็น
เป็นที่รถสามล้อเครื่อง เข้าไปจอดพัก

ผมถามคนแถวนั้น ว่าตลาดวังเวียง ตอนนี้ ไปอยู่ที่ไหน
เขาคงนึกว่า ผมหมายถึง ตลาดขายของที่ระลึก เสื้อผ้า ให้นักท่องเที่ยว
ก็เลยบอกทาง ไปถึง จึงรู้ว่า คนบอกเขาเข้าใจความหมายผมผิด
ผมไม่ได้อยากมาดู ตลาด(หลอก)ขายของนักท่องเที่ยว ซึ่งไปเมืองไหนก็ต้องมี
ผมอยากดูวิถีชีวิต ของชุมชน "คน" จริง ๆ
ด้วยความที่คิดขึ้นมาในใจว่า ชุมชนที่ถูกการท่องเที่ยว "ครอบครอง"
คนที่เป็น คนพื้นถิ่น จริง ๆ - คนที่ไม่ได้มีชีวิต "ประกอบอาชีพเกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยว"
เขามีชีวิตอยู่กันยังไง ยังมีที่อยู่ที่ยืนให้เขาหรือเปล่า หรือต้องถูกระบบทุนนิยม ผลักให้ออกไปอยู่ "ชายขอบ" กันหมด


ซึ่งก็มีส่วนจริง ตามที่ผมคิด
เพราะเมื่อผมสอบถามอีกครั้งว่า "ตลาด" จริง ๆ ของคนวังเวียง ที่เขาไปจับจ่ายซื้อสินค้าประจำวัน มันอยู่ตรงไหน
ก็ได้รับคำตอบว่า ไปสร้างใหม่อยู่นอกเมือง ไกลออกไปประมาณ 3 กิโล

ผมคิดเอาเองว่า คงเพราะไม่อยากให้อยู่ "รกหูรกตา" การท่องเที่ยว กระมัง
ถึงไล่ออกไปไกล ขนาดนั้น

เดี๋ยวจะพาไปดู ภาพชีวิตจริง ๆ ของชาววังเวียง กันครับ




ระหว่างทางไปตลาด ภาพเด็กน้อยชาวม้ง คอนกระบุง เดินไปตามทาง เป็นภาพที่เห็นชินตา
คนม้ง ไม่ค่อยขับรถ(มอไซค์) ไปไหนมาไหน เห็นแต่เดิน ไม่รู้ว่าเพราะยากจน หรือ เพราะ ชอบเดิน กันแน่



ภาพตลาดด้านหน้า แผงขายเครื่องใช้ไฟฟ้า และโทรศัพท์มือถือ เกลื่อนกลาด ดูไม่ค่อยน่า "เร้าใจ" เลย


แต่พอเดินทะลุไปด้านหลัง โอ้..อเมซิ่ง นี่แหละ สิ่งที่อยากเห็น






ไอ้ที่สีเหลือง ๆ ในถาดนั่น ถ้าถ่ายเป็นวิดีโอมา
จะเห็นคลานกระดุ๊บกระดิ๊บ ยั้วเยี้ย เลื้อยไปเลื้อยมา น่าหยดหยอง
เป็นหนอง หรือ ด้วง อะไรสักอย่างนี่แหละครับ
ตัวเกือบเท่านิ้วโป้ง อึ๋ยยยยยยยย


และนี่ ด้านซ้ายนั่น คงเป็นค้างคาว
ส่วนเจ้าสองตัว ที่นอนยิงฟันแหงแก๋ รูปร่างคล้ายหนู แต่ไม่ใช่
ดูขนาดตัว เทียบกับ ขาคน สิครับ ว่ามันตัวใหญ่ ขนาดไหน


แม่ค้าสองคนนี้เขาตั้งโต๊ะขายอะไรกัน



พอเข้าไปดูใกล้ ๆ อ๋อ...โต๊ะ ขายหวย(บนดิน)นี่เอง
ที่ไทยไม่มีแล้ว แต่เมืองลาว ยังขายกันเป็นปกติ เห็นทุกที่ ทุกเมือง
จะบอกว่าคนลาวชอบเล่นการพนัน หรือการพนันเป็นสิ่งถูกกฎหมาย หรือเปล่า ก็ไม่รู้
เพราะ นอกจากหวยแล้ว ตามที่สาธารณะต่าง ๆ ไม่ว่าจะตลาด คิวสามล้อ หน้าบ้านคน
จะเป็นคนลาว ตั้งวง จั่วไพ่ กัน เหมือนเป็นการพักผ่อนฆ่าเวลา
ไม่รู้ว่าเล่นเอาตังค์กันหรือเปล่า แต่เห็นชินตามาก


อาหารเย็นวันนี้ของผม จึงค่อนข้าง หะรูหะรา น่ากิน
มีผักต้ม ผักพื้นเมือง แจ่วบอง รสชาติ แซ่บถึงใจ จากตลาดวังเวียง ร่วมโต๊ะ
และ แฮ่ม...จะต้องมี "เขยลาว" หรือ เบียร์ลาว ร่วมโต๊ะด้วยทุกครั้ง ถึงจะแซ่บยิ่งขึ้น
ไปทริปนี้ ไม่รู้ผม เสวยเบียร์ลาว ไปกี่ขวด กี่ลัง ไม่ได้นับ แต่จำได้ว่า เยอะมาก
ผมพูดถึง "ความไม่มีมาตรฐานทางค่าเงิน" ของประเทศลาว ไปแล้ว
ว่า ข้าวของ เกือบทุกอย่าง ช่างดูแพงเวอร์ และ บางที ก็เหมือนราคาจะมั่ว ๆ
ข้าวของที่ราคาน่าจะแตกต่างกัน ก็เท่ากัน แบบ เอะอะอะไร ก็ ตั้งต้นที่ 10,000 กีบ (40 บาท) ไปเสียหมด
ซึ่งผมว่า การไม่มีมาตรการควบคุมราคาสินค้าที่ชัดเจน นี่แหละ
น่าจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ เกิดภาวะเงินเฟ้อ
ในขณะที่รายได้ประชากรค่อนข้างต่ำ แต่กลับต้องใช้จ่ายเงินในราคาสูง

บางทีก็นึกแปลกใจอยู่เหมือนกัน ว่าเขาอยู่กันได้ยังไง
ก๋วยเตี๋ยว ชามละ 30-40 บาท ขณะที่รายได้ เฉลี่ยต่อหัวแล้ว ไม่ถึง 2,000 บาท/เดือน ด้วยซ้ำ

แต่ยังมี ของอยู่ 2-3 อย่าง ที่ถูกกว่าประเทศไทย มากกกกกก
และผมก็บริโภคมันบ่อยเสียด้วย สบายไป
ไอ้ "ของถูก" 2-3 อย่าง ที่ว่า กลับเป็นของที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย
เป็นของไม่ดี อบายมุข ของทำลายสุขภาพ ซะงั้น

อย่างแรก ก็คือ เบียร์ลาว (ที่เห็น คนไทยอ่านเป็น "เขยลาว" นะแหละ)
ราคาขายตามร้านขายของชำ 7,000 กีบ คิดเป็นเงินไทยก็แค่ ขวดละ 28 บาท
ตามร้านอาหาร อาจเพิ่มขึ้นมาเป็น 8,000 กีบ
ร้านที่แพงเวอร์หน่อย อาจจะคิดราคา 10,000 กีบ ซึ่งก็ยังถูกโคตร ๆ
ผมกินแต่ละที 3 ขวด เป็นอย่างน้อย เอิ๊ก ๆ ๆ กำลังนอนหลับสบาย มากกว่านี้ จะตาค้าง...

อย่างที่สอง บุหรี่ ครับ
บุหรี่ลาว มีหลากหลายยี่ห้อ ราคาซองละ 4,000 กีบ เท่านั้นเอง คิดเป็นเงินไทยก็แค่ 16 บาท
สูบให้ปอดฉีกไปเลย
ยิ่งผมไปอยู่ ซื้อเป็นคอตตอน ยิ่งถูกเข้าไปอีก
1คอตตอน/10 ซอง = 30,000 กีบ เท่ากับเหลือแค่ซองละ 12 บาท
อะไรมันจะถูกขนาดนี้

อย่างที่สาม คือ กาแฟ
อย่างที่บอก กาแฟลาว คุณภาพดีกว่าไทย ราคาก็ถูก
กาแฟร้อน แก้วละ 3,000-4,000 กีบ เท่านั้นเอง
แต่น่าเสียดาย ที่คนลาว ชงกาแฟ "เสียของ" ถ้าไม่สั่งระบุลงไป จะชงใส่นมข้น แบบหวานจ๋อย เหมือนพวกกาแฟโบราณรถเข็น
แต่ถ้าสั่ง เป็นสูตรฝรั่ง พวกคาปู เอสเพรสโซ รสชาติ เข้มข้น หอมกรุ่น ดีมาก
หรือไม่ก็ สั่งเป็นกาแฟดำ แล้วเรามาเติมน้ำตาล เติมครีมเอาเอง จะดีกว่า



"เขยลาว" ของโปรดผมที่เมืองลาว ถ่ายขวดนี้มาให้ดู เพราะเสิร์ฟมาพร้อม "สแน็ก" ที่ตลกมาก ๆ
คือ ถั่วลิสง กับ กล้วยน้ำว้า ก๊ากกกกก จะให้กินกล้วยน้ำว้า แกล้มเบียร์

ความไม่มีมาตรฐานทางราคา ของเมืองลาว ก็คือ เบียร์ขวด กับ เบียร์กระป๋อง
ดันขายราคาเท่ากัน ทั้งที่ ปริมาณ มันไม่เท่ากัน เฮ้อออออ..



และ ยังมีอีกอย่างหนึ่ง ที่ถือว่า "ราคาถูกมาก" ที่เป็นประโยชน์ต่อนักท่องเทียวโดยตรง
นั่นคือ ราคาค่าที่พักครับ
ค่าที่พักในลาว ถ้าระดับ ชั้นดี ห้องแอร์ จะตกราว ๆ 10-15 ดอลลาร์ (100,000-150,000 กีบ) เท่านั้นเอง
และ ระดับ รอง ๆ ลงมา ก็มีตั้งแต่ 50,000 กีบ ลงมาถึง 20,000 กีบ เลยด้วยซ้ำไป
ลองคำนวณออกมาเป็นเงินไทยดูซิครับ 20,000 กีบ มันก็แค่ 80 บาท เท่านั้นเอง
ห้องพักคืนละ 80 บาท!!!!! หาได้ที่ไหนในโลก

และ อ้อ...ถึงจะเป็นห้องเกรดต่ำ ผ้าปูเตียงเก่า พัดลม เสียงดัง ปานใด หรือต้องใช้ห้องน้ำรวม
แต่ส่วนใหญ่ ก็ต้องมีน้ำอุ่น ให้อาบ
เพราะขายฝรั่ง เป็นพื้น
ฝรั่งมันอาบน้ำเย็น ไม่เป็นมังฮะ อิ อิ

มาดู เกสต์เฮาส์ ที่ผมย้ายมาพักในคืนที่ 2 กันดีกว่า
ชื่อ "พูบาน" อยู่ติด ๆ กับ วังเวียง ออร์คิด ที่พักแรก นะแหละ
สภาพค่อนข้างเก่า เหมือนที่พักชายทะเล บางปู หรือ หัวหิน เมื่อ 40 ปี ก่อน อะไรประมาณนั้น
แต่ก็ โอเค ไม่ถึงกับ เก่าโทรม จนอยู่ไม่ได้
ที่สำคัญ ราคา แค่ 30,000 กีบ เอง คืนละ 120 บาท



ห้องผม อยู่ริมสุด ซ้ายมือ นั่นแหละครับ เป็นห้องพัดลม
แต่อากาศภายนอกเย็นสบาย มีฝนตกปรอย ๆ ไม่ต้องเปิดพัดลม ก็นอนหลับ สบายดี


พักอยู่ที่ "พูบาน" คืนเดียว
รุ่งเช้าก็เก็บของ เตรียมออกเดินทางต่อไปยัง "โพนสะหวัน" สวิตเซอร์แลนด์ลาว แล้วครับ

บ้ า ย บ า ย . . . วั ง เ วี ย ง

ลาวเทิง ตอนที่ 3

จุดหมายแรกที่ผมจะไป ก็คือ "วังเวียง" อยู่ห่างจากเวียงจันทน์ 150 กม. นี่แหละครับ


รถสองแถวเล็ก วิ่งไปตามทางหลวงสาย 13
ท่ามกลางเม็ดฝน ที่หนักบ้าง เบาบ้าง ไปตลอดทาง
บนรถมีเพียงผมที่เป็นชาวต่างประเทศ
นอกนั้นเป็น ซาวลาว หมด
รถจอดเป็นระยะ ๆ ตามความต้องการของผู้โดยสาร ซึ่งเดี๋ยวก็อยากซื้อ "ข้าวจี่"
หรือขนมปังบาร์เก็ตดุ้นยาว ๆ นั่นแหละครับ ซื้อน้ำ ซื้อผลไม้ ของกินจุกจิก ไปกินตามทาง
แต่ผมไม่ได้รู้สึกรำคาญอะไร เขาลง เราก็ลงไปเดินเล่นด้วย ซื้อมั่งไม่ซื้อมั่ง
ที่น่ารักคือ ของที่ทุกคนซื้อแล้ว ก็เอามาแบ่งกันกินบนรถนะแหละ

คนลาว ไม่หวงแจก และที่สำคัญคือ ไม่อายรับ (555)
ไม่เหมือนคนไทย ที่เวลาเรายื่นของที่กำลังกินอยู่ไปให้คนแปลกหน้า (ตามมารยาท)
อีกฝ่ายก็มักจะบอก ขอบคุณครับ ไม่เป็นไรครับ เชิญตามสบาย (ตามมารยาทเหมือนกัน)

แต่มารยาทที่ดีของคนลาวคือ ให้ปุ๊บ รับปั๊บ แถมส่งต่อไปให้คนอื่น ๆ ด้วย 555
อย่างผม ยื่นซองปลาหมึกทาโร่ ที่กำลังกินไปให้ ปรากฏว่า เขาหยิบกิน
แล้วส่งต่อไปให้เพื่อนทั้งคันรถเลยครับ ก็แปลก ๆ น่ารักดี
และคนลาว ก็เป็นคนโอภาปราศัยดี ขึ้นรถมาคุยกันสนิทสนมกันทั้งคันรถ
ซึ่งผมมารู้ทีหลังว่า ไม่มีใครรู้จักกันเลย
แต่คุยกันเหมือนเป็นเพือนกันมานาน ทั้งเรืองบ้าน เรื่องครอบครัวตัวเอง

เขาเม้าส์กันเรื่อง น้องอเล็กซานดร้า ซุปเปอร์สตาร์ลาว ที่มาเล่นละครไทยเราด้วย
ผมฟังแล้วตลก ที่เขานินทากันทั้งคันรถว่า ในละครช่อง 7 อเล็กซานดร้า
พูดดัด(จริต)เสียงจนน่ารำคาญ คนลาวไม่เคยพูดอย่างนี้
ผมเลยบอกว่า ที่เมืองไทย วัยรุ่นไทยก็เป็น ชอบทำเสียงแมว ตะแง่ว ๆ
สงสัยน้องอเล็กซานดร้า จะเลียนแบบวัยรุ่นไทยมานี่แหละ
เขาหัวเราะกันทั้งรถ บอก เออ ใช่ ๆ ๆ ๆ เสียงเหมือนแมวปวดท้องขี้

รถวิ่งฝ่าความมืด และความหนาวเย็น ผ่าน โพนโฮง หินโหบ จนมาถึง วังเวียง เมื่อเวลาเกือบสามทุ่ม
เหลือแต่ผมที่ลงจากรถที่ท่ารถวังเวียง เพราะผู้โดยสารก่อนหน้านั้น จะลงไปก่อนตามหมู่บ้านต่าง ๆ ก่อนเข้าวังเวียง

ลงมาก็ยืนเคว้งเลยครับ เพราะท่ารถตอนนั้น มืด เงียบ ไม่มีคนสักคน
ผมยังนึกสงสัยอยู่เลยว่า มาถูกหรือเปล่าเนี่ย คนละวังเวียงหรือเปล่า
วังเวียง เป็นเมืองนักท่องเที่ยว ทำไมมันเงียบ ไม่มีคนสักคนยังงี้

แต่ก็โชคดี ผ่านไปสัก 2-3 นาที ก็มีรถสามล้อเครื่องคันหนึ่งผ่านมา
ถามผมว่า จะไปพักที่ไหน มีที่พักหรือยัง
ผมเช็คข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตมาก่อนแล้ว มีลิสต์รายชื่อที่พักอยู่ 2-3แห่ง
ก็เลยบอกเขาไปว่า ไป วังเวียงออร์คิด
เขาคิดค่าโดยสาร 10,000 กีบ ผมก็ไม่รู้ว่าถูกหรือแพงหรอก
แต่ ก็ไม่ได้ต่อรองอิดเอื้อนอะไร เพราะเหนื่อยมาก เดินทางติดต่อกันมาเกิน 24 ชม.แล้ว น้ำท่าไม่ได้อาบ อยากถึงที่พัก อาบน้ำอุ่น ๆ ล้มตัวลงนอน ซะที

พอรถเข้ามาส่งถึงที่พัก
ก็รู้ว่า ความจริงจากทางหลวงแผ่นดินเข้าไปสู่ใจกลางชุมชนวังเวียง
ถือว่าไกลพอสมควร น่าจะไม่ต่ำกว่า 1 - 2 กิโลเมตร เดินไม่ได้แน่

ราคาที่พักที่ วังเวียงออร์คิด ค่อนข้างแพง เมื่อเทียบกับที่อื่น
(แต่ก็ถือว่า "ถูกมาก" ถ้าเทียบกับที่พักในเมืองไทย)
ห้องแอร์ มีน้ำอุ่น คืนละ 120,000 กีบ (12 ดอลลาร์) คิดเป็นเงินไทยก็ตกราว 480 บาท
แต่ตอนที่ผมไป เป็นช่วงโลว์ซีซั่น ผมเลยขอต่อ เหลือ 100,000 กีบ ซึ่งเขาก็โอเค

พูดถึงที่พักในเมืองลาว มีข้อแย่เหมือน ๆ กันอยู่อย่างหนึ่ง คือ เรื่องความสะอาด
ผ้าปูเตียง ปลอกหมอน ผ้าห่ม จะเก่ามาก จนสาก ขึ้นขุย ก็ยังใช้กันอยู่
และอีกอย่าง แม้เมืองลาวการท่องเที่ยวเริ่มบูม
แต่ความคิดเรื่อง "การให้บริการ" ยังไม่มีแบบของไทยเลยครับ
ไม่มีจริง ๆ คือ พนักงานซึ่งก็คือญาติพี่น้องที่มาช่วยกัน ก็ยัง พูดน้อย กลัวนักท่องเที่ยว ถามคำตอบคำ เหมือนชาวบ้านทั่วไป
อย่าว่าแต่พนักงานเลย ตัวเจ้าของเอง ก็ยังบ้าน ๆ ไม่ค่อยรู้วิธีพูดเอาใจ-ดูแลลูกค้า
ไม่เฉพาะแต่เกสต์เฮ้าส์เล็ก ๆ นะครับ โรงแรมระดับ 4 ดาว 5 ดาว ก็เหมือนกันหมด

เกสต์เฮาส์ วังเวียง ออร์คิด ที่เข้าพักคืนแรก
ผมเสิร์ชในอินเทอร์เน็ต ฝรั่ง(และคนไทย)ให้ความเห็นตรงกันว่า น่าพัก
ผมเห็นตอนแรกก็ไม่รู้สึกว่าจะดีเด่อะไร แถมยังเป็นตึกทึบ แบ่งเป็นห้องๆ เหมือนโรงแรมทั่วไป จะมีดีตรงไหน
แต่พอเข้าไปพักแล้ว ถึงได้รู้ว่า ที่นี่ "มีดี" ตรงที่ค่อนข้างสะอาดครับ ฝรั่งน่าจะชอบตรงนี้
และที่สำคัญ เขาว่า ตรงนี้แหละ ที่วิวด้านหลังติดกับ "น้ำซอง" ที่วิวสวยที่สุด เป็นที่สายน้ำสองเส้นมาบรรจบกันพอดีด้วย



ด้านหลังเกสต์เฮาส์ เห็นภูเขาหินปูนและน้ำซอง ดูรูปต่อไปสิครับ ว่าสวยขนาดไหน ตื่นมาตอนเช้า สวยมาก



สะพาน ไม้ ข้ามไปยังเกาะกลางแม่น้ำ ที่ตรงนั้น มีบังกะโลสไตล์ กระท่อม มุงจาก ให้พักด้วย ฝรั่งชอบกันมาก แต่ผมไม่มีความอยากผจญภัยในตอนนอนขนาดนั้น ยังไงก็ยังอยากนอนเตียงนุ่ม ๆ หนา ๆ อยู่


วิวด้านหลังที่พัก น้ำสองสายมาบรรจบกันพอดี
ร่องน้ำด้านใกล้ ไม่ลึกนะครับ เขาว่าลึกแค่เอว เป็นที่จัดทัวร์ นั่งห่วงยางล่องน้ำซอง
ถ้าใครไปเที่ยว อย่าลืมโปรแกรมนี้นะครับ สนุกดี เหมือนได้กลับไปเป็นเด็ก นั่งห่วงยาง ลอยไปตามน้ำ
ส่วนหนูเอ้ อาจไม่ต้องใช้ห่วงยางก็ได้ เพราะมีอยู่แล้ว 555


ดาวน์ทาวน์วังเวียง ยังเช้าอยู่ดูเงียบ ๆ แต่พอสายหน่อยฝรั่งเพียบ เหมือนเกาะพีพี หรือเสม็ดเลย




อาทิตย์ลับเหลี่ยมเขา มุมเดียวกับตอนเช้า


ถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึก ว่ากำลังจะออกไป ตะลุยวังเวียง แล้วววววววว

ตอนเช้า ที่วังเวียง
หลังจากทานอาหารเช้า เสร็จสรรพ
ผมก็ไปเช่ามอเตอร์ไซค์ ขับเที่ยว
ค่าเช่าทั้งวัน 30,000 กีบ (120 บาท) น้ำมันเติมเอง
ผมกะไม่ถูกเหมือนกันว่า ต้องเติมเท่าไหร่ดี ไปถามที่ปั๊ม
เด็กปั๊มบอก เติม สัก 20,000 กีบ ก็เที่ยวได้ทั่วแล้ว
ผมเลยตัดสินใจ เติม 10,000 กีบ พอ ฮ่า ฮ่า ฮ่า

ที่เที่ยว รอบ ๆ วังเวียง
ส่วนใหญ่ ก็เป็น ถ้ำ อยู่ไกลบ้าง ใกล้บ้าง แล้วแต่เราจะไป
ร้านเช่ามอเตอร์ไซค์ จะแจกแผนที่ซีร็อก มาให้ดู ซึ่งดูเท่าไหร่ก็ไม่รู้เรื่องหรอก อิ อิ
ขับไป แล้วไปถาม ชาวบ้านเอง เข้าท่ากว่า ว่าควรไปเที่ยวทางไหนดี



ถ่ายแถวท่ารถ ที่เห็นเป็นลานกว้าง ๆ มีรถจอดอยู่นั้น
เมื่อก่อน เขาว่า เป็นลานบิน ให้เครื่องบินลง แต่เลิกใช้ไปนานแล้ว


ยืนเต๊ะท่า ถ่ายรูป ตรงสะพานข้ามแม่น้ำซอง ทางไปเที่ยวถ้ำ (ถ้ำอะไรก็จำชื่อไม่ได้แล้ว)
ที่ถ่ายตรงนี้ เพราะเห็นเอาลูกระเบิดมาทำหัวสะพาน
ประเทศลาวเป็นประเทศแห่งสงครามจริง ๆ เห็นเอาระเบิด กระสุน อะไรมาประดับอยู่เกือบทุกที่



เส้นทาง เต็มไปด้วยความยากลำบาก ต้องขึ้นเขา ลงห้วย ขับรถฝ่าสายน้ำอันเชี่ยวกราก



กำลัง ขับฝ่าสายน้ำอยู่ ไอ้เด็กลาว ที่นั่งเล่นอยู่บนกระท่อม ริมห้วย
ดันตะโกนถาม "ลุง ๆ ลุงขับรถลงน้ำเฮ็ดหยัง เป็นบ้าบ่ สะพานเขาก็มีให้ข้าม"

แหม ไอ้เด็กเวรนี่ กรูอุตส่าห์ แกล้งทำมองไม่เห็น จะเอารูปมาอวดคนสักหน่อย
ว่าไปผจญภัย ลุยน้ำ ลุยโคลนมา ดันมาทัก เสียเรื่องหมด เอิ๊ก ๆ



รูปนี้เอามาฝากหนุ่มน้อยลูกหินโดยเฉพาะครับ
เห็นเรียกร้องอยากดูรูปสาว ๆ เลยถ่ายสาวในชุดบิกินี่วาบหวิว มาให้ดูซะเรยยยย
เจ๋งมะ เจ๋งมะ...
ฮี่ ๆ ๆ เป็นบริเวณหน้าถ้ำครับ มีธารน้ำเล็ก ๆ น้ำเป็นสีเขียวมรกต สวยมาก
และมีนางกลางไพร กะลัง ลงเล่นสรงสนาน กลางป่าลึก
พอผมกดชัตเตอร์รูปแรกปั๊บ
ก็ได้ยินเสียง คนอยากกินฟักแฟงแตงโม จากบุคคลในรูปที่สอง ทันที
ครือว่า...เจน สองนางนี้ มี ทาร์ซาน มาคุมด้วยอะคับ
เกือบเอาศพมาทิ้งไว้กลางป่า แล้วไหมละ ตรู

สรุปแล้ว ถ้ำเถิ้ม ผมไม่ได้ขึ้นหรอกครับ
อุตส่าห์ขับมอเตอร์ไซค์มาตั้งไกล แล้วก็ต้องขับกลับเฉย ๆ
ไม่ได้กลัว ฝรั่งจะกระทืบ อะไรหรอก
ครือ...พอไปถามคนเฝ้าถ้ำ ว่าถ้ำต้องเข้าไปไกลเท่าไหร่
เขาบอก 100 เมตร ผมถาม 100 เมตร แนวนอน หรือ แนวตั้ง
เขาบอก "แนวตั้ง" อ๋อย...ถ้าให้ปีนขึ้นความสูงตั้ง 100 เมตร
ยอมไปเป็นพวกเหลี่ยมจะง่ายกว่า


กลับมา "นั่งกิน นอนกิน" ในวังเวียง ดีกว่า
ร้านนี้ กวนดี มีหมอน ไว้ให้หนุนนอน ดูทีวี ด้วย
เห็นฝรั่ง เอนหลัง "นอนกิน" อยู่เต็มไปหมด
เลยลองเข้าไป นั่ง เอ๊ย นอน กับเขาดู
อยู่ได้สักพัก ก็เช็คบิล ออกมา รู้สึกแปลก ๆ ตลกดี
ที่ต้องมานอนดูซีรี่ส์ friends ในดินแดนที่น่าจะไปดูอะไรที่มัน local มากกว่า





เดี๋ยวตอนหน้า จะพาไปชม "ตลาด" แท้ ๆ ของวังเวียง
ดูวิถีชีวิตชาววังเวียง ในส่วนที่ไม่มี "ฝรั่ง" และ "การท่องเที่ยว" มาเกี่ยวข้องครับ

ลาวเทิง ตอนที่ 2

เรามาอ่านกันต่อของบทความท่องเที่ยวเมืองลาว ของคุณ คาเมสุมิฉาจารา
แลกเงินเสร็จสรรพ ก็ชวนกันมากินข้าว แถว ๆ นั้น
ร้านอาหาร อยู่เยื้อง ๆ กับตลาดเช้า
ฝั่งตรงข้าม เป็นวิทยาลัยการแพทย์ลาว อะไรสักอย่าง
คงคล้าย ๆ กับ มหิดล เมืองไทย ละมัง

ผมขอเลี้ยงข้าวเป็นการตอบแทนน้ำใจ
คุณนุชก็ไม่ยอม ขอแชร์ กันดีกว่า
ผมเลยขอเลี้ยงเบียร์ลาว สองขวด (ของชอบตัวเองอยู่แล้ว)



อาหาร มื้อแรกในลาว หิวข้าวแทบตาย แต่ร้านนี้ (คุณนุชบอกว่า เป็นร้านเกรดดี มีระดับ ที่ข้าราชการลาว ชอบ"โดดร่ม"ออกมานั่งสังสรรค์กันเป็นประจำ) กลับไม่มีข้าวขาย อาหารในร้านที่เวียงจันทน์ ส่วนใหญ่ จะมีแต่พวก ปิ้ง ย่าง ดูในเมนู มีย่างเป็ด ย่างลิ้นวัว หัวใจ ตับ ที่เราไม่ค่อยชอบกิน ต้องขอร้องให้คนในร้าน เดินไปซื้อข้าวเหนียวที่ตลาดมาให้ กินไปพอประทังหิว ไม่อร่อยเลย



นี่ แหละครับ คุณนุช คนไทยใจดีในเวียงจันทน์ ใครไปเวียงจันทน์ เห็นคนหน้าตาแบบนี้ รีบวิ่งเข้าไปขอความช่วยเหลือได้เลย 555 คุณนุชคือคนซ้ายมือ ส่วนคนขวา ถามไปถามมา ปรากฏว่าเป็นลูกสาว อ้าว ไอ้เราก็นึกว่าเพื่อน หรือ น้องสาว ดูไม่ออกเลยว่าคนไหนเป็นแม่ เป็นลูก เอิ๊ก ๆ ๆ



วิทยาลัย การแพทย์ลาว ฝั่งตรงข้ามร้านอาหาร เห็นนิสิตแพทย์(สาว)ลาว ใส่เสื้อขาว นุ่งผ้าซิ่น เป็นยูนิฟอร์ม น่ารักมาก เสียดายที่ดันมือใหม่หัดถ่าย ถ่ายออกมาภาพสั่น เบลอ อดเอารูปแม่หญิงลาวนุ่งซิ่นมาอวด

โปสเตอร์ ติดฝาผนังร้านอาหาร มือซน ถ่ายมาให้ดูเล่น ๆ ว่า หนุ่มสาวลาวรุ่นใหม่ บ่แม่น กรามโต ๆ จมูกแบน ๆ อย่างที่เราเข้าใจเด้อ แฟชั่นวัฒนธรรมป๊อปจ๋าแบบเมืองไทยเลย นี่เป็นโปสเตอร์โฆษณาเครือข่ายมือถือ
ในลาว ไปไหนมาไหน จะเห็นป้าย/โปสเตอร์ โฆษณาหลัก ๆ อยู่ 3 อย่าง คือ
- โฆษณาโทรศัพท์มือถือ
- โฆษณาเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ/การ์ดเติมเงิน
- โฆษณาเครือข่ายอินเทอร์เน็ต/การ์ด ชม.อินเทอร์เน็ต

ทานข้าวเสร็จสรรพ ก็ได้เวลาจะต้องล่ำลากัน
ผมต้องรีบไปขึ้นรถบัสประจำทาง สาย 032 (ปลายทาง ไปไหนก็ไม่รู้)
เพื่อไปลงที่ ตลาดสีไค เพื่อจะต่อรถสองแถว ไปยัง วังเวียง อีกทอดนึง




รถบัสประจำทาง ที่ผมนั่งไปลงตลาดสีไค นอกเมืองเวียงจันทน์ ราคาค่าโดยสาร 3,000 กีบ (ตีเป็นเงินไทย 12 บาท)
รูปลักษณ์รถประจำทางระหว่างเมืองในลาว จะเหมือนกันหมด
คือ เก่า โกโรโกโส เบาะขาดวิ่น
แต่ขอโทษ เห็นภายนอก อีแก่อย่างนี้
แต่เครื่องแรง ทรหด ทนทาน ชะมัด เพราะส่วนใหญ่จะต้องขับขึ้น ๆ ลง ๆ ภูเขาสูง



รถสองแถวเล็ก (เล็กจริง ๆ) ที่ผมต้องนั่งต่อไปยัง วังเวียง
ราคาค่าโดยสาร 30,000 กีบ (120 บาท)
บอกไม่ถูกเหมือนกันว่า ถูก หรือ แพง เพราะอะไร ๆ ในลาว บางอย่างก็แพงเวอร์อยู่เหมือนกัน
และเท่าที่สอบถามคนขับ จากสีไค ไป วังเวียง
ระยะทางประมาณ 150 กิโลเมตร แต่ต้องใช้เวลาวิ่งเกือบ 4 ชม. เพราะต้องวิ่งโค้งไปโค้งมาบนภูเขาตลอด

สังเกตดูด้านท้ายรถสิครับ ยกกระบะขึ้นมาปิดไว้ (ทำไมก็ไม่รู้)
ขึ้นลงลำบากมาก ต้องลอดเข้าไปเหมือนมุดเข้ารูอะไรสักอย่าง
หลังคาก็ต่ำ ผมลอดตัวเข้าไปนั่ง หัวเกือบชนหลังคารถเลย

รถสองแถวเคลื่อนที่ออกจากท่า เมื่อเวลา บ่ายสี่โมงเศษ
ตามเวลาที่บอกไว้ น่าจะถึง วังเวียง ราว ๆ สองทุ่ม
แต่จะล่าช้า ไปกว่านั้น หรือเปล่า ต้องมาคอยติดตามตอนต่อไป
เพราะตั้งแต่ เหยียบเท้าเข้ามาในลาว
ฝนตกปรอย ๆ ไม่เคยหยุดเลย
น่าสนุกดีไหมละครับ นั่งสองแถวไม่มีอะไรปิด
ลมโกรกแรง เม็ดฝนกระเซ็นเข้ามาในรถ ตลอดเวลา 4 ชม. เต็ม ๆ


ล า แ ล้ ว เ วี ย ง จั น ท น์

อ่านต่อกันตอนหน้า ...

1/16/2009

ลาวเทิง ตอนที่ 1

จากบทความที่แล้วที่กล่าวถึง "มิดะ" ได้พูดถึงลาวเทิง หรือ ขมุ ซึ่งมีประเพณีที่คล้ายกันกับเพลงมิดะ จึงค้นหาข้อมูลต่อพบเว็บไซด์ที่น่าสนใจมาก โดยเฉพาะคนที่ไปท่องเที่ยวประเทศลาว ซึ่งยังสวยงามและคงความเป็นธรรมชาติอยู่มาก ดิฉันเคยไปมาแล้ว 2 ครั้ง ทั้ง 2 ครั้งก็ไปแบบคนไม่รู้ พอได้อ่าน การเขียนบทความของคุณ
คาเมสุมิฉาจารา ในเว็บ http://www.arunsawat.com/board/index.php(ถึงแม้เขียนไว้เกือบ 2 ปีได้แต่ก็มีประโยชน์อย่างมาก)
บทความของคุณคาเมสุมิฉาจารา ถือได้เป็น ... journey to the unknown ตามชื่อ blog นี้อีกทั้งได้ความรู้เป็นอย่างยิ่ง และเขียนได้สนุกเหมือนกับเราได้ท่องเที่ยวไปด้วย จึงขออนุญาติ คัดลอกมาให้อ่าน เพื่อเป็นข้อมูลในการท่องเที่ยวประเทศลาวด้วย

มาว่า ถึงการเดินทาง ทริปนี้ของผม กันดีกว่าจริง ๆ ผมเคยไป ประเทศลาว มาหลายครั้งแล้ว
ทั้งทาง เวียงจันทน์ สะหวันเขต หรือ ปากเซแต่ส่วนใหญ่ ก็ไปแป๊บ ๆ แบบเช้าไปเย็นกลับ (มีค้างบ้าง แต่ไม่กี่คืน)ไปเที่ยวดูนั่นดูนี่ แบบผ่าน ๆ หรือไม่ก็มีธุระ ไปประชุม สัมมนาส่วนลาวด้านเหนือ ไม่เคยไปเยือนเลยเลย คิดอยากไปเที่ยว แบบจริง ๆ จัง ๆ แบกเป้ ขึ้นรถประจำทาง ต่อไปเมืองต่าง ๆ โดยมีจุดหมายอยู่ที่ จะทะลุออกไปเวียดนามเหนือ ฮานอย เดียนเบียนฟู ซาปา อะไรโน่น

วางโครงการเสร็จสรรพ ถึงวันเดินทาง ก็จับรถไฟสายอีสาน กรุงเทพฯ - หนองคาย เมื่อคืนวันที่ 13 มิถุนายน 2550(แผนการ เดินทางของผมคือ ใช้เงินให้น้อยที่สุด เที่ยวให้ได้มากที่สุด จึงเน้นประหยัด ค่าเดินทาง และไม่พึ่งบริการทัวร์นำเที่ยว-ถ้าไม่จำเป็น)ค่ารถไฟ กรุงเทพฯ - อุดรธานี ตู้นอน พัดลม ราคา 512 บาท ที่ผมจะไปลงรถที่อุดรฯ ไม่ไปถึงหนองคาย เพราะศึกษาข้อมูลเดินทางมาก่อนแล้วว่าที่อุดร จะมีรถบัสสายยาว เข้าถึงตัวเมือง เวียงจันทน์ ได้เลยส่วนที่หนองคาย จะต้อง ต่อรถหลายเที่ยว กว่าจะเข้าเวียงได้

แต่ทว่า...ความต้องการของผม ก็ต้องเป็นหมัน
เพราะ นอนหลับมาบนรถไฟ รุ่งเช้า ตะวันแยงตา ตื่นขึ้นมาดู ปรากฏว่า รถไฟคันที่ผมนั่ง เพิ่งจะเข้ามาจอดเทียบท่า สถานีชุมทางบัวใหญ่ จ.นครราชสีมา

ตกใจ ร้อง เฮ้ย อะไรกันวะ 6 โมงเช้า รถไฟเพิ่งจะถึงบัวใหญ่จริง ๆ เวลานี้ รถจะต้องมาถึง จ.ขอนแก่น แล้วเป็นอย่างน้อยสอบถาม พนักงาน ได้ความว่า หัวจักรเสีย จอดซ่อม อยู่แถวลำนารายณ์ กลางดึก ตั้ง 3 ชม.
(ถึงว่า ทำไมนอนหลับสบายจัง เพราะรถไฟจอดอยู่นิ่ง ๆ ไม่ได้วิ่งไปไหนนี่เอง)


ดูหน้าตา คนตื่นขึ้นมา ทำหน้างง ๆ ไม่เข้าใจโลก ว่าทำไม โลกนี้ มันเพิ่งถึงบัวใหญ่หว่า

ทำให้ กว่าจะมาถึงอุดร แทนที่จะเป็น 2 โมงเช้า ก็ปาเข้าไป 5 โมงเช้า เกือบเที่ยงนั่งรถมาที่สถานีขนส่ง รถบัสอุดร - เวียงจันทน์ รอบเช้า ออกไปหมดแล้วจะออกอีกที ก็ 4 โมงเย็น
ซึ่งถ้ารอ ก็จะเย็นเกินไป มีสิทธิ์ต้องนอนค้างที่เวียงจันทน์ คืนนึงถึงจะเดินทางต่อไป วังเวียง จุดหมายแรก (วังเวียงเป็นเมืองระหว่างทางไปหลวงพระบาง ที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักจะมาแวะค้างก่อนเดินทางต่อ )
ผมไม่ต้องการเที่ยว หรือ นอนค้างที่เวียงจันทน์ เพราะเคยไปมาหลายที และไม่มีอะไรน่าเที่ยว น่าสนใจ

จึงต้องแก้ปัญหา ด้วยการนั่งรถประจำทาง ต่อไปหนองคาย อีกที
กว่ารถจะมา กว่าจะถึงหนองคาย ก็เกือบบ่ายสองเป็นเรื่องน่าหวั่นใจอยู่เหมือนกัน ว่าจะหารถไปวังเวียงไม่ได้เพราะเท่าที่ทราบ รถประจำทางสายเวียงจันทน์ - หลวงพระบาง เที่ยวสุดท้าย ก็บ่ายสองโมง
ส่วนรถตู้ รถแวน หรือ รถเหมา พอมี แต่ไม่อยากขึ้น เพราะ "แพง" ผิดวัตถุประสงค์หลัก
มารอดู ว่าผมจะหาทางแก้ปัญหาได้ยังไง ในตอนต่อไป กันนะครับ
ผมลงจากรถบัส ที่ปากทางเข้าเมืองหนองคาย หน้าอนุสาวรีย์ปราบฮ่อแล้วต่อสามล้อเครื่อง 30 บาท ไปที่ด่าน ตม. สะพานมิตรภาพไทย-ลาว

กรอกเอกสาร ออกนอกประเทศ ที่ด่านฝั่งไทย



แหะ ๆ ดูหน้าตา ก็รู้ว่า กำลังเครียด...กรูจะหารถต่อไปวังเวียงได้ไหมว้า

ตม.ฝั่งไทย ไม่ยุ่งยากอะไรครับ กรอกเอกสาร แล้วก็ยื่นพร้อมพาสสปอต ไม่เสียค่าใช้จ่ายอะไร
แล้วมายืนรอ รถเมล์ ข้ามฝั่งไปลาว

(อันว่า รถเมล์ คันนี้ ให้บริการ แค่จาก ตีนสะพานฝั่งไทย ไปลงที่ตีนสะพาน ฝั่งลาว เท่านั้นนะครับ ไม่ได้ไปไหนไกล เสียค่าบริการ คนละ 15 บาท คนลงทุนทำกิจการนี้ โคตรคุ้มเลย)

พอไปลงที่ด่าน ตม. ฝั่งลาว ความหงุดหงิด น่ารำคาญ ก็มาเยือนเลยละครับ
เพราะการให้ บริการ ของ จนท. ฝั่งลาว ชักช้าอืดอาด เหมือนขี้เกียจให้บริการ ต่างจากของไทยมากจนได้ยินเสียงฝรั่ง บ่นอยากกิน ฟักแฟงแตงโม อยู่หลายคนผมใช้เวลา กว่าจะผ่านแสตมป์พาสสปอต ที่ด่านลาว อยู่เกือบ สิบนาทีถึงหลุด ออกมาจากด่านได้ก่อนจะออกมา ก็ต้องเสียค่า อะไรสักอย่าง ที่ไม่มีใบเสร็จให้ อีก 20 บาท


พ้นจากประตูด่าน ก็จะเป็นลานด้านหน้าด่าน ตม.ที่เต็มไปด้วย คนขับรถแวน รถตุ๊ก ๆ มารุมหน้ารุมหลัง เรียกให้ใช้บริการสนนราคา 200 บาท ต่อคน สำหรับการเดินทางเข้านครเวียงจันทน์ ซึ่งอยู่ห่างจากสะพานมิตรภาพ ไปอีกราว 20 กม.
ผมเคยมาเวียงจันทน์ หลายครั้งแล้ว
และพอจะรู้ทริก การเดินทางเข้าเวียง (นคร) โดยไม่พึ่งรถโดยสารราคาขูดรีด พวกนี้ได้

จำไว้เลยนะครับ ท่านที่ไม่เคยไปเมืองลาว ไม่เคยข้ามฝั่งไปเวียงจันทน์ที่สะพานมิตรภาพ
อย่าขึ้นรถพวกนี้เด็ดขาด เพราะแพง (มาก)
รวมถึงอย่าไปหลงคารมโน้มน้าว ประเภทที่ว่า ราคานี้ รวมถึงพาเที่ยวชมรอบเวียงจันทน์ ไปตามที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ด้วยเวียงจันทน์ไม่มีอะไรให้เที่ยวหรอกครับ นอกจาก ประตูชัย ซึ่งต้องผ่านอยู่แล้ว และวัดพระธาตุหลวงซึ่งพอเอาเข้าจริง ๆ คนรถพวกนี้ก็จะ "ปลิ้น" ไม่ทำตามคำพูด หรือ เรียกขอเงินเพิ่ม จากท่านอีก
(ปลิ้นเป็นภาษาลาว แปลว่า พลิก ช่างมาพ้องกับคำไทย ปลิ้นปล้อน ได้พอเหมาะพอดี)

เอาทริกจากประสบการณ์ของผมไปใช้เลยไม่ต้องสนใจ คนขับรถพวกนี้
บอกไปเลยว่า "ไม่ไป จะรอขึ้นรถเมล์" คน ที่ไม่เคยไป จะไม่รู้ว่า นอกจาก ขึ้นรถเหมาเข้าเวียงจันทน์แล้ว ยังมีอีกช่องทางที่ถูกกว่า คือ รถเมล์ลาว ที่วิ่งมารับคนที่ด่าน ตม. เข้าเวียงแต่ รถเมล์ ก็จะมีอยู่หลายสายเหมือนกันนะครับเลือกเอาสายที่เข้าไปใจกลางเมือง ตรง ตลาดเช้า
(ถามคนขับเลยว่า คันนี้ เข้าไปตลาดเช้าไหม)
ค่าโดยสาร จ่ายเป็นเงินไทยได้เลย แค่ 20 บาท
(ความ จริง ถ้าจ่ายเป็นเงินกีบลาว จะถูกกว่านี้ ตกคนละ 12 บาทนี่แหละ แต่เรายังไม่มีเงินลาวให้แลก และเขาก็จะไม่ทอนเงินไทย เพราะเขารับเงินไทยแต่แบงค์ ไม่รับเหรียญ)


ผมขึ้นรถเมล์ปั๊บ ก็สอบถามคนในรถทันทีว่าที่ท่ารถ ตลาดเช้า ซึ่งเป็นท่ารถใหญ่ของเวียงจันทน์ ยังมีรถไปหลวงพระบาง ได้ไหมคนส่วนใหญ่ไม่แน่ใจ แต่ก็บอกว่า น่าจะหมดแล้ว
มีอยู่คนหนึ่ง ถามผมว่า เป็นคนไทยเหรอ (ผมใช้ภาษาอีสานสื่อสารกับคนบนรถ แต่ภาษาอีสานไทยกับภาษาลาว สำเนียงก็แตกต่างกันอยู่พอสมควร)
เมื่อผมบอกว่าใช่ เธอ (เป็นผู้หญิงที่มากันสองคน) ก็บอกว่า เป็นคนไทยเหมือนกัน แต่มาทำธุรกิจ อยู่ในเมืองลาว นานแล้วเราก็เลยคุยกัน สรุปว่า เดี๋ยวเธอจะไปช่วยถามรถที่ตลาดเช้าให้ รวมทั้งให้ความช่วยเหลือ อำนวยความสะดวกอื่น ๆ เท่าที่จะช่วยได้เพราะ เห็นใจคนไทยด้วยกัน (เธอพูดกระซิบ ๆ ว่า คนลาวเวียงจันทน์ เชื่อใจไม่ได้ เห็นนักท่องเที่ยวมา ชอบหลอก อย่าว่าแต่คนไทยเลย แม้แต่คนลาวด้วยกัน ยังไม่เชื่อใจเลย)

สรุปแล้ว ผู้หญิงคนนั้น (เธอชื่อ คุณนุช ครับ คนที่คุยกับผม เป็นคนขอนแก่น ที่ไป ๆ มา ๆ ระหว่างลาว-ไทย ทุกอาทิตย์)ก็เป็นคนออกค่ารถให้ผม เป็นเงินลาว บอกว่า จ่ายเป็นเงินไทย เสียเปรียบ
เดี๋ยวผมไปแลกเงินลาว ที่ตลาดเช้า เสียก่อน แล้วค่อยคืนให้น้ำใจของคนไทยในต่างแดน ทำเอาผมซึ้งเลยครับ
พูดได้เต็มปากเต็มคำเลยครับ
ว่า ถ้าไม่มีคนไทยน้ำใจงาม ชื่อ คุณนุช คนนี้
การเดินทาง หาพาหนะ และ อื่น ๆ ของผม คงยุ่งยากพอสมควร
และ อาจล้มเหลว ต้องค้างในเวียงจันทน์ อย่างแน่นอนเลย
เพราะเมื่อไปถึงตลาดเช้า สอบถามนายท่ารถ
ก็ได้รับคำตอบว่า รถบัสประจำทางไปหลวงพระบาง หมดไปแล้วจริง ๆ
(ความ จริง หมดตั้งแต่เที่ยงวันเลยด้วยซ้ำไป เพราะทางไปหลวงพระบาง ใช้เวลาเดินทางประมาณ 8 ชม. และเป็นทางขึ้นเขาคดเคี้ยว เขาจึงไม่ให้รถใช้เวลาเดินทางในตอนกลางคืน)

แต่ก็ยังมีช่องทางอื่น ที่ไปวังเวียงได้
ซึ่งก็ลำบากขลุกขลักหน่อย ต้องต่อรถหลายต่อ เพราะเป็นรถวิ่งระหว่างเมือง ไม่ใช่รถบัสสายยาว
เรียกได้ว่า ไม่ใช่รถสำหรับนักท่องเที่ยวต่างประเทศเลยก็ได้
เป็นรถ พื้นถิ่น ที่คนลาวทั่วไปใช้สัญจรจริง ๆ

คุณนุชถามผมว่า ยังมีเวลาในเวียงจันทน์อยู่อีก
อยากไปเที่ยวไหน จะพาไป
ตอนนั้น ก็เกือบบ่าย 3 แล้ว
ผมเลยบอกว่า แค่อยากไปไหว้พระ มาถึงเมืองลาว ขอไหว้พระเป็นสิริมงคลหน่อยละกัน
เอาวัดใกล้ ๆ แถวนี้ก็ได้ แล้วค่อยมาหาร้านกินข้าว
เพราะก็หิว ตั้งแต่เช้า เพิ่งกินขนมปัง กาแฟ ที่อุดร ไปแค่นั้นเอง

คุณนุช เลยพาผมไปที่วัด สีเมือง

(ถ้าเป็นภาษาไทย คงจะเขียนว่า ศรีเมือง เพราะภาษาลาว ไม่มีอักษรสันสกฤตและตัวควบกล้ำ)


วัดสีเมือง หรือ ศรีเมือง


ดอกไม้ เงินดอกไม้ทองบูชา ถ่ายภาพนี้มาให้ดู เพราะแปลกตาดี ไม่เห็นในเมืองไทยนานแล้ว เมื่อก่อนตอนเด็ก ๆ เห็นการบูชาพระด้วยดอกไม้เงินดอกไม้ทองอยู่ แต่ปัจจุบัน ไม่เห็นแล้ว


การ ไหว้พระของคนลาว ต่างจากคนไทยมาก ของไทยเรา อย่างมากก็กราบ 3 จบ แล้วอธิษฐานขอพรให้ตัวเองอะไรไป นิดหน่อย แต่คนลาว เขาไหว้พระอย่างจริงจัง ผมเห็นมาแล้วหลายที่ เหมือนกันหมด คือจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 5 นาที บางคนก็อาจนานถึงครึ่งชั่วโมง เพราะเขาจะท่องบทสวด อรหังสัมมาฯ เสียงดัง นั่นเป็นแค่บทพื้นฐานเบื้องต้น บางคนก็สวดบทอื่น ๆ ต่อไป คนไทยชาวพุทธ เห็นแล้วคงนึกอาย

ไหว้พระเสร็จ เราก็กลับมาที่ตลาดเช้าอีกครั้ง
ฝั่งตรงข้ามตลาด เป็นเวิ้งขายของขนาดใหญ่คล้าย ๆ ตลาดนัดสวนจตุจักร
เรามาที่นี่ เพื่อจะแลกเงินไทย เป็นเงินกีบลาว



จตุจักรลาว มองเผิน ๆ นึกว่าเป็นมาบุญครอง มีร้านขายมือถืออยู่เต็มไปหมด
คนลาวสมัยนี้ ก็ไม่ต่างจากคนไทยหรอกครับ คือ บ้ามือถือ เปลี่ยนแล้วเปลี่ยนอีก
และ อะแฮ่ม...กระซิบดัง ๆ ณ ที่นี้เลย โทรศัพท์มือถือยี่ห้อต่าง ๆ ในลาว
ส่วนใหญ่ (95 %) เป็นของปลอมเลียนแบบยี่ห้อดัง ที่มีแหล่งผลิตในจีนครับ
ประเทศลาวเป็นประเทศที่เอาหูไปนา เอาตาไปไร่ ในเรื่องละเมิดลิขสิทธิ์
นอกจากมือถือแล้ว แผ่นซีดีเพลงจากเมืองไทย หรือ ประเทศอื่น ๆ ก็แผ่นก๊อปทั้งนั้นครับ วางขายกันอย่างโจ่งแจ้ง
NOKIA ราคาเรือนหมื่นในไทย ที่ลาวขายเพียง ไม่กี่พันบาท เองครับ รับประกันว่า ปลอม แน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ 555
นอกจาก เลียนแบบยี่ห้อ เขาแล้ว พี่แกยังประดิษฐ์รุ่นขึ้นมาเองอีกต่างหาก
อย่างเช่น รุ่น N99 ที่โนเกียไม่เคยมี ที่นี่กำลังฮิตมาก ออกแบบสวยเช้งเชียว
ผมว่าจะซื้อสักเครื่อง ก็เกรงจะเอามาเป็นปืนฉีดน้ำเล่นซะเปล่า ๆ

ที่แลกเงินลาว เคาน์เตอร์นี้ เป็นของธนาคารแห่งชาติ

อัตราแลกเปลี่ยน เงินลาว-ไทย ตอนนี้
ถ้าแลกกับสาขาของธนาคารแห่งชาติ
จะได้บาทละ 277 กีบ
ส่วนแลกกับตลาดทั่วไป ได้ 1 บาท ต่อ 270 กีบ ครับ

วิธีคำนวณค่าเงิน กีบ เป็น บาท
ก็ให้คิดง่าย ๆ โดยนับว่า 1,000 กีบ = 4 บาท ก็แล้วกันนะครับ
ไม่ตรงเป๊ะเสียทีเดียว แต่ลงตัว คิดง่ายดี ว่า 250 กีบ = 1 บาท

ค่าครองชีพในลาว แพงกว่าไทยมากเลยนะครับ
คงเพราะไม่ได้นำเงินเข้าระบบธนาคารโลก ค่าเงินเลยเฟ้อ
เงิน 1,000 กีบลาว แทบจะซื้ออะไรไม่ได้เลย
อย่างน้อยต้อง 3,000 กีบขึ้นไป
และส่วนใหญ่ อัตราข้าวของต่ำสุด ก็มักจะเริ่มต้นที่ 10,000 กีบ (ประมาณ 40 บาท) ซะเป็นส่วนใหญ่
ที่ราคาต่ำกว่าหมื่น ก็เห็นมี เฝอ (ก๋วยเตี๋ยว) ราว ๆ 6,000-8,000 กีบ
น้ำอัดลม 5,000 กีบ
คิดเป็นเงินไทยแล้ว แพงมาก เพราะเงินลาว นับทีละ 1,000 กีบเป็นหลัก คือ ขึ้นราคาอย่างน้อย ทุก ๆ 4 บาทไทย



แลกเงินไทยเป็นเงินลาวเสร็จสรรพ ข้าพเจ้าก็กลายเป็นมหาเศรษฐีไปทันที
ไม่เคยมีเงินล้าน ก็ได้มี คราวนี้ละวะ

อ้อ...เรื่องการใช้เงินที่นี่
เงินไทยเขาก็รับครับ แต่ไม่รับเหรียญ
ทางที่ดีที่สุด คือ ใช้เงินลาวไปเลย ในการจ่ายทุกครั้ง
ไม่ควรใช้เงินไทย หรือเงินดอลล่าร์
อัตราเงินลาว กับ ดอลล่าร์ ตัวเลขหน้าเป็นหลักเดียวกันเลยครับ
เข้าใจง่ายดี
คือ 1 ดอลล่าร์ = 10,000 กีบ

ขอจบแค่นี้ก่อน ไว้ต่อตอน 2 แล้วกัน

1/10/2009

มิดะ

อยากรู้ความหมายที่แท้จริงของมิดะ จากบทเพลงคุณจรัญ มโนเพชร ว่ามีชื่อมิดะจริงหรือไม่ ก็เลยค้นหาข้อมูลดูพบว่ามีเว็บไซด์ที่น่าสนใจ เขียนไว้ก็เลยขอนำมาให้อ่านกัน หลังจากทำการค้นหาก็พบว่ามีความเห็นที่แตกต่างกันอยู่บ้าง ในเว็บ http://www.hilltribe.org/thai/akha/akha-mida.php
ไม่มีมิดะ ในเผ่าอีก้อหรืออาข่า ซึ่งขอหยิบยกประโยคจากเว็บนี้ดังนี้

"อย่าง เช่นเป็นโอกาสดีของผมที่ได้ไปศึกษาวัฒนธรรมของอาข่าที่อยู่อีกประเทศหนึ่ง คือประเทศลาว ซึ่งมีชนเผ่าอาศัยอยู่ที่นั่นเยอะเหมือนกัน ได้แลกเปลี่ยนพูดคุยกันถึงเรื่องราว และวิถีความเป็นอยู่ของอาข่าที่อยู่ในประเทศลาว กับลุงที่เป็นอาข่าคนหนึ่ง อายุประมาณ 50 กว่าแล้ว ผมบอกกับแกว่าในเมืองไทยมีเรื่องของ มิดะ ด้วยที่คอยสอนเรื่องกามวิธีให้กับหนุ่มอาข่าที่จะแต่งงานกัน ผมถามแกต่อว่าเคยได้ยินบ้างหรือป่าว ? แกก็ตอบมาอย่างเต็มปากว่า อายุจนปูนนี้แล้ว ยังไม่เคยได้ยินเลย แกบอกว่าของเราก็มีแต่ "หมี่ดะ" นี่ไม่ใช่ มิดะ และหมี่ดะ ก็คือผู้หญิงธรรมดาของอาข่าที่ยังไม่ได้แต่งงาน พูดง่าย ๆ ว่ายังไม่มีผัวเป็นตัวเป็นตน ไม่มีตำแหน่งใด ๆ เลย ไม่มีที่ว่าสอนเรื่องกามวิธีให้กับหนุ่มที่กำลังจะแต่งงานกัน

หลัง จากที่ได้พูดคุยกับลุงคนนั้นแล้วก็ได้มีโอกาสคุยกับไกด์ท้องถิ่นที่เป็นชน เผ่า ขมุ หรือลาวเทิ่ง แกบอกว่าเมื่อก่อนในชนเผ่าขมุนั้นมีตำแหน่งที่ขึ้นคล้าย ๆ กับ มิดะอยู่ แต่จะมีด้วยกัน 2 คน คือ ผู้ชาย 1 คน ผู้หญิง 1 คน ซึ่งก็มีหน้าที่ในการสั่งสอนเรื่องกามวิธีให้กับหนุ่มสาวที่จะแต่งงานกัน หนุ่มสาวที่จะแต่งงานกันต้องเสียความบริสุทธิ์ให้กับ 2 คนนี้ก่อน ถ้าใครไม่ยอมเสียความบริสุทธิ์ให้กับ 2 คนนี้ ถือว่าผิดประเพณี หรือไม่เคารพในกฎของเผ่าที่มีอยู่ จะถูกเนรเทศออกจากหมู่บ้าน ......แต่ของเค้าไม่ได้ชื่อมิดะ ผมก็ถามด้วยความอยากรู้ว่า ตำแหน่งที่ว่านี้ มีชื่อว่าไรล่ะ? แล้วปัจจุบันยังมีอยู่หรือเปล่า เค้าบอกว่าจำชื่อไม่ได้ และปัจจุบันก็ไม่มีแล้ว จากที่นี่เราจะเห็นว่าตำนานเรื่อง มิดะ มาจากความไม่ละเอียดของข้อมูลหรือเปล่า ?????? บางทีเราอาจต้องมองเชิงลึกกว่านี้ ประเพณีวัฒนธรรมของชนเผ่าย่อมต่างกันโดยสิ้นเชิง สลับซับซ้อนเกินที่เราจะเข้าใจในระยะเวลาเพียงอันสั้น"

ถ้าสนใจอ่านเนื้อหาเต็มได้ที่ http://www.hilltribe.org/thai/akha/akha-mida.php

อีกมุมหนึ่งจากเว็บ http://www.vcharkarn.com/varticle/21
ซึ่งนำข้อมูลจากบทความของคณะมนุษยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้พูดถึงประเพณีที่สำคัญของชาวอาข่าไว้ดังนี้ "ประเพณีติวตา
ติวตา เป็นประเพณีกำหนดให้ หนุ่มสาวอีก้อ ที่เพิ่งแตกเนื้อหนุ่มสาวต้องผ่าน พิธีกรรม เกี่ยวกับเพศเสียก่อน เด็กหนุ่มจะเข้าพิธี คะจีมิดะ โดยมีครูผู้สอนเป็นหญิงวัยกลางคน ที่ยังไม่แต่งงาน ส่วนเด็กสาวย่างเข้า 14-15
ปี จะเข้าพิธี คะจีระดะ ซึ่งเป็น พิธีเสีย พรหมจารี ให้กับชายกลางคนที่ยังโสดเรียกว่า ปู่จี โดยจะสอนให้เรียนรู้เพียงคืน เดียว ถ้าอีก้อสาวใด เกิดตั้งท้องหลังจากเข้าพิธีนี้แล้ว ถือว่าเด็กที่เกิดมาเป็นลูกเทวดา
หนุ่มสาวจะพบปะ และเกี้ยวพาราสีโดยเสรี การได้เสียก่อนไม่ถือเป็นเรื่องเสียหาย แต่ต้องไม่กระทำภายในบ้าน เมื่อหนุ่มสาวรักใคร่กัน ฝ่ายชาย จะส่งญาติผู้ใหญ่ หรือเถ้าแก่ ไปสู่ขอ มีการฆ่าหมูและนำสุรามาเลี้ยง การตกลงเรื่องสินสอดเป็นไป ตาม ฐานะ ทั้งสองฝ่าย สินสอด ถือว่าเป็นการเสียผี พิธีแต่งงานจัดที่บ้านฝ่ายชายเจ้าสาว แต่งขาวตลอด ส่วนเจ้าบ่าวแต่งตัว ในชุดธรรมดาที่เคยใช้อยู่ พิธีแต่งงานใช้เวลา3 วัน ติดต่อกันลูกที่เป็นสมาชิกใหม่ของอีก้อทุกคู่ จะได้รับการดูแลเอาใจใส่จากหมอผีประจำหมู่บ้าน เพื่อป้องกันผีป่ามาทำร้าย ถ้าคลอดบุตรเป็นฝาแฝด จะถูกหมอผีฆ่าทิ้งโดยนำขี้เถ้า อุด ปากจนตาย ส่วนพ่อแม่ทารก จะถูกขับออกจากหมู่บ้าน จนครบหนึ่งปีเต็มจากที่กล่าวถึงประเพณีติวตานั้น จะเห็นได้ว่า พิธี คะจีมิดะ นั้นครูผู้สอนเป็นหญิงวัย กลางคน ซึ่งแตกต่างไปจากเพลงกล่าวเอาไว้ว่า มิดะนั้นเป็นสาวรุ่นที่มีความงามแต่สิ่ง หนึ่งที่อดคิดไม่ได้คือ ในเมื่อพิธีปูจี นั้น คือการสอนให้สาวอีก้อรู้จักกามวิธีแล้ว วิธีใด กันแน่ ที่จะนำมาใช้ในการคัดเลือกมิดะ แล้วมิดะนั้น ไม่ต้องผ่านพิธีปูจีหรือ และหากว่า มิดะนั้นเป็นหญิงสาวที่ไม่ผ่านการแต่งงาน ไฉนจึงสามารถสอนหนุ่มอีก้อนั้นได้ด้วยเหตุ นี้ จึงคิดว่า มิดะนั้น น่าจะผ่านพิธีปูจี หากแต่ ไม่ผ่านพิธีการแต่งงานเพราะการที่ไม่แต่ง งาน ไม่ได้หมายความว่า จะเป็นสาวที่ยังไม่เสียพรมจรรย์ นี่เป็นเพียงการตีความเท่านั้น จึงไม่อาจบอกได้ว่า ความเข้าใจดังกล่าวนั้นถูกต้องหรือไม่ หากมีโอกาสก็คงได้ศึกษา เพิ่มเติม

ลานสาวกอดในชุมชนอาข่า
ลานสาวกอด หรือในภาษาอาข่าเรียกว่า "แดห่อง" เป็น สถานที่ สำคัญ ทางประเพณีของหมู่บ้าน
ชาวอาข่าถือว่า ที่บริเวณ ลานสาวกอด นี้มี บรรพบุรุษ ดูแลรักษาอยู่ และจะต้องประกอบพิธีกรรมบวงสรวงให้แก่บรรพบุรุษปีละ 1 ครั้ง โดยผู้อาวุโสฝ่ายหญิงชายและผู้นำทางประเพณีจะเป็นผู้ประกอบพิธีกรรมนั้น
ลานสาวกอด จะตั้งอยู่บริเวณทิศใต้ของ "ชิงช้าประเพณี" ประจำหมู่บ้าน ชาวเขาหนุ่ม สาวและ "ผู้รู้" จะต้องมาร่วมร้องเพลง เต้นรำที่ลานแห่งนี้ในยามค่ำคืน อย่างน้อยที่สุด เดือนละ 2 ครั้ง โดยเชื่อว่าเพื่อเป็นการให้ชีวิตแก่ "แดห่อง" แต่แท้จริงแล้ว เหตุผล เบื้อง หลังความเชื่อนั้น คือ การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างคนในชุมชนโดยเฉพาะคนหนุ่มสาว ไม่ว่าใครจะมีเรื่องขัดแย้งกับใคร แต่เมื่อมา ถึงลานสาวกอดแล้ว ทุกคนต้องทำตาม
บทบาท หน้าที่ของตนให้ดีที่สุด ด้วยการร้องเพลงและสนุกสนาน.....


ความสำคัญอีกประการหนึ่งของลานสาวกอดที่มีต่อชาวอาข่า คือ การถ่ายทอด วัฒนธรรม ประเพณีวิถีชีวิตที่สืบทอดต่อกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษผ่านเสียงเพลง ในค่ำคืน ยามฟ้าโปร่ง เสียงเพลง ที่เอื้อนเป็นทำนอง จะดังก้องไปทั่งทั้งหุบเขา โดยมี "ผู้รู้" เป็นผู้นำในการร้องเพลง เนื้อหาของเพลง จะบรรยาย ภาพชีวิต ของผู้คนใน แต่ละ ช่วงว่ากำลังทำอะไร หากเป็นช่วงเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็น เดือนของการ ลำเลียง ข้าวจากยุ้งฉางไปปลูกยังไร่นา และมีขั้นตอน การปลูก อย่างไร หากเป็น เดือนพฤศจิกายน เนื้อเพลิงจะเกี่ยว ข้องกับการเก็บเกี่ยว อยู่เต็มไร่ อากาศที่เริ่ม หนาวเย็น ใบของต้นนางพญาเสือโคร่งที่ร่วงจากต้น เตรียมออกดอกสีชมพู
บทเพลง เหล่านี้จะสอนให้คนหนุ่มสาว เด็กๆ ที่มาอยู่ รวมกัน รู้ว่าภาระ ในแต่ละ เดือน แตก ต่าง กันอย่างไรบ้าง และพวกเขา จะช่วย กัน ได้อย่างไร

คนกลุ่มหลักที่จะมายังลานสาวกอดคือ คนหนุ่มสาวอายุระหว่าง 13 - 22 ปี ซึ่ง ต้องการมาพบปะสังสรรค์กัน
โดยทั่วไปแล้ว การนัดหมาย ที่จะมายัง ลานสาวกอด นั้น จะกระทำโดยคนหนุ่ม ซึ่งจะไปตามบ้านต่างๆ
พร้อมกับชี้แจง วัตถุประสงค์และเวลา บางครั้งอาจต้องเสนอเงื่อนไขเพื่อให้สาวๆ ได้มาร่วม
ที่ลานสาวกอดในค่ำคืนนั้น"


อย่างไรก็ดีความหมายของมิดะนั้นจะมีความจริงเป็นเช่นไรนั้น ก็ต้องขอคารวะ บทเพลงตำนานของคุณจรัญไว้ด้วยเนื่องจากมีความน่าสนใจในประวัติศาสตร์อย่างน้อยคนรุ่นใหม่จะได้รู้ถึงวัฒนธรรมประเพณี นอกจาคุณค่าของความไพเราะของเพลงแล้ว